คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2544 ฉบับเต็ม

#69258
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5721/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายวัชระพันธ์ อัมหะธร จำเลย ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 56, มาตรา 63, มาตรา 65 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 186 ป.วิ.พ. มาตรา 84 ศาลจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจ โดยศาลอาจหยิบยกเหตุต่าง ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัยประกอบดุลพินิจก็ได้ เมื่อศาลใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยย่อมแสดงว่าศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาและภาวะแห่งจิตของจำเลยตลอดจนเหตุอื่นแล้ว โดยศาลไม่จำเป็นต้องระบุถึงเหตุต่าง ๆ ตาม ป.อ. มาตรา 56 ให้ปรากฏโดยแจ้งชัดในคำพิพากษา นอกจากนี้ ป.อ. มาตรา 56 ก็มิใช่บทมาตราซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือบทกำหนดโทษ และไม่ใช่กรณีที่ศาลรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลจึงไม่ต้องปรับบทมาตราดังกล่าวในคำพิพากษา การกระทำความผิดใดเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ หาเป็นการปรับบทลงโทษ คลาดเคลื่อนต่อ ป.อ. มาตรา 63 ไม่ เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยมิได้อ้างว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน การที่ศาลมิได้นำ ป.อ. มาตรา 65 มาประกอบการวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มาปรับใช้ก่อนมีคำพิพากษา และในคำพิพากษาดังกล่าวมิได้มีถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และภาวะแห่งจิตดังที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าว เห็นว่า การจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของศาล โดยศาลอาจหยิบยกเหตุต่าง ๆ ดังกล่าว หรือเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัยประกอบดุลพินิจก็ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยย่อมแสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้คำนึงถึง อายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และภาวะแห่งจิตของจำเลยตลอดจนเหตุอื่นแล้ว เห็นว่าไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยซึ่งไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องระบุถึงเหตุต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ดังกล่าวให้ปรากฏโดยแจ้งชัดในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ก็มิใช่บทมาตราซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือบทกำหนดโทษ และไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่ต้องปรับบทมาตราดังกล่าวในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาประการที่สองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยจากความผิดที่ไม่ใช่ผลธรรมดาโดยรับฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถยนต์บรรทุกย่อมเสี่ยงต่อการเกิดภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม สมควรแก่การปราบปราม เป็นการนำการกระทำความผิดที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมาปรับบทลงโทษจำเลยโดยถือว่าเป็น นโยบายปราบปราม จึงเป็นการปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดใดเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกสภาพ ความผิดในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงชอบที่จะกระทำได้ หาเป็นการปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาประการที่สามว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ภาวะสภาพจิตใจย่อมฟั่นเฟือนตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 บัญญัติไว้ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้หยิบยกบทมาตราดังกล่าวมาประกอบ คำพิพากษาไว้ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยมิได้อ้างว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 มาประกอบการวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน? พิพากษายืน. (กมล เพียรพิทักษ์-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์-จรัส พวงมณี) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวีระศักดิ์ หมั่นภักดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเฉลียว พลวิเศษ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69258
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายวีระศักดิ์ หมั่นภักดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายเฉลียว พลวิเศษ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063704"
    }
}
date
2544
deka_no
5721/2544
deka_running_no
5721
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญาทหาร",
        "law_abbr": "ประมวลกฎหมายอาญาทหาร",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 63",
            "ม. 65"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 186"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวัชระพันธ์ อัมหะธร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มาปรับใช้ก่อนมีคำพิพากษา และในคำพิพากษาดังกล่าวมิได้มีถ้อยคำที่แสดงให้เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และภาวะแห่งจิตดังที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าว เห็นว่า การจะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในดุลพินิจของศาล โดยศาลอาจหยิบยกเหตุต่าง ๆ ดังกล่าว หรือเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ขึ้นวินิจฉัยประกอบดุลพินิจก็ได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยย่อมแสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้คำนึงถึง อายุ ประวัติ อาชีพ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษา และภาวะแห่งจิตของจำเลยตลอดจนเหตุอื่นแล้ว เห็นว่าไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยซึ่งไม่จำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องระบุถึงเหตุต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ดังกล่าวให้ปรากฏโดยแจ้งชัดในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ก็มิใช่บทมาตราซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดหรือบทกำหนดโทษ และไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่ต้องปรับบทมาตราดังกล่าวในคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ปรับบทลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาประการที่สองว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยจากความผิดที่ไม่ใช่ผลธรรมดาโดยรับฟัง ข้อเท็จจริงว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะขับรถยนต์บรรทุกย่อมเสี่ยงต่อการเกิดภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม สมควรแก่การปราบปราม เป็นการนำการกระทำความผิดที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นมาปรับบทลงโทษจำเลยโดยถือว่าเป็น นโยบายปราบปราม จึงเป็นการปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 นั้น เห็นว่า การกระทำความผิดใดเป็นภยันตรายร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวมหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป และสภาพความผิดดังกล่าวศาลอาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกสภาพ ความผิดในคดีนี้ขึ้นวินิจฉัย จึงชอบที่จะกระทำได้ หาเป็นการปรับบทลงโทษคลาดเคลื่อนต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 63 ดังที่จำเลยกล่าวอ้างแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการที่สามว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน ภาวะสภาพจิตใจย่อมฟั่นเฟือนตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 บัญญัติไว้ แต่ไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้หยิบยกบทมาตราดังกล่าวมาประกอบ คำพิพากษาไว้ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยมิได้อ้างว่าจำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีจิตฟั่นเฟือน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 มาประกอบการวินิจฉัย จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001106.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544