คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2544 ฉบับเต็ม

#69264
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5821/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่ โจทก์ นายชานนท์ ปัญญาค้อ จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 317 วรรคแรก ป.วิ.อ. มาตรา 176, มาตรา 192 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. อายุ 13 ปี 8 เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของ อ. ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจาร ต้องตาม ป.อ.มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี ก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 ดังกล่าววรรคใดจำเลยให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 176 และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 317 วรรคแรกได้ โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 ก. และข้อ 1 ง. ว่า จำเลยได้พรากเด็กหญิง ณ. ผู้เยาว์อายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากนาย อ. ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. โดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารเป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิง ณ. ไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายหลังจากนั้นจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารทั้งจำเลยพรากเด็กหญิง ณ. ไปเพื่อการอนาจารถึง 2 ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก 2 ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ , ๓๑๐ , ๓๑๗ , ๙๑ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง , ๓๑๐ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคแรก ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร จำคุกกระทงละ ๒ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกกระทงละ ๑ ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงเหลือกระทงแรก จำคุก ๒ ปี กระทงที่สองจำคุก ๑ ปี กระทงที่สาม จำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๖ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ให้ยกฟ้อง คงลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์และฐานอนาจาร รวมจำคุก ๕ ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ทำการสืบพยานโจทก์ก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณ สมภา อายุ ๑๓ ปี ๘ เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของนายอุดม สมภา ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจารต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสามก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าววรรคใด และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๑๗ วรรคแรกได้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ก. แล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ ฉ. อีกไม่ได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ๑ ก. และข้อ ๑ ง. ว่าจำเลยได้พรากเด็กหญิงณภาพรรณผู้เยาว์อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนายอุดม สมภา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว ทั้งจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปเพื่อการอนาจารถึง ๒ ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก ๒ ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ ๑ ก. ถึง ข้อ ๑ ข. และข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ จ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว พิพากษายืน. (ปรีดี รุ่งวิสัย-อัธยา ดิษยบุตร-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลจังหวัดบัวใหญ่ - นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69264
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดบัวใหญ่",
        "judge": "นายณัฐกิตติ์ มฤคินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายชูเกียรติ ตันทวีวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063482"
    }
}
date
2544
deka_no
5821/2544
deka_running_no
5821
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "อัธยา ดิษยบุตร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 317 วรรคแรก"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 176",
            "ม. 192"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชานนท์ ปัญญาค้อ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ , ๓๑๐ , ๓๑๗ , ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคสอง , ๓๑๐ วรรคแรก , ๓๑๗ วรรคแรก ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานกระทำอนาจาร จำคุกกระทงละ ๒ ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุกกระทงละ ๑ ปี ฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวมจำคุก ๑๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงเหลือกระทงแรก จำคุก ๒ ปี กระทงที่สองจำคุก ๑ ปี กระทงที่สาม จำคุก ๓ ปี รวมจำคุก ๖ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก ให้ยกฟ้อง คงลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์และฐานอนาจาร รวมจำคุก ๕ ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้บังอาจพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ซึ่งระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่ทำการสืบพยานโจทก์ก่อน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณ สมภา อายุ ๑๓ ปี ๘ เดือน ซึ่งอายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของนายอุดม สมภา ผู้เป็นบิดา เพื่อการอนาจารต้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสามก็ตาม แต่ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุด้วยว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าววรรคใด และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกอย่างต่ำตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป จึงไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๖ และศาลไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์เสียก่อน ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา ๓๑๗ วรรคแรกได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ก. แล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ ฉ. อีกไม่ได้ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ ๑ ก. และข้อ ๑ ง. ว่าจำเลยได้พรากเด็กหญิงณภาพรรณผู้เยาว์อายุไม่เกิน ๑๕ ปี ไปเสียจากนายอุดม สมภา ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารต่างวันเวลากัน หลังจากจำเลยกระทำผิดดังกล่าวแต่ละข้อแล้ว จำเลยได้บังอาจกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณโดยใช้กำลังกายกอดปล้ำ หอมแก้ม และใช้มือบีบ จับนม ของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม อันเป็นการบรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยได้กระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น เป็นความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นการที่จำเลยกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้น จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมต่างวาระกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารดังกล่าว ทั้งจำเลยพรากเด็กหญิงณภาพรรณไปเพื่อการอนาจารถึง ๒ ครั้ง ต่างวันเวลากัน และกระทำอนาจารเด็กหญิงณภาพรรณผู้เสียหายหลังจากนั้นอีก ๒ ครั้ง ตามคำฟ้องโจทก์ข้อ ๑ ก. ถึง ข้อ ๑ ข. และข้อ ๑ ง. ถึง ข้อ ๑ จ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ เมื่อจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องมาแล้วได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001104.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544