คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2544 ฉบับเต็ม

#69280
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6157/2544 นายชัยวัฒน์ มาลาบุปผา โจทก์ นายประสาน ขุนทองแก้ว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 207, มาตรา 208 วรรคหนึ่ง, มาตรา 320 ป.วิ.พ. มาตรา 271, มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่พิพาทกับโจทก์เป็นเวลา 30 ปี โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตอบแทน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปก็ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์จนกว่าจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์และหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วจำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดินที่พิพาท ณ สำนักงานที่ดิน แต่โจทก์ไม่ไปตามนัด เพราะโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฎว่าจำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างอาคารพิพาทตามที่ระบุไว้ในสัญญา การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่อาจทำการค้าได้ อาคารพิพาทมีสภาพรกร้างไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยหากโจทก์รับจดทะเบียนการเช่าแล้วไม่ทำการค้าภายใน 4 ปี โจทก์จะต้องถูกขับไล่และหากไม่ออกจากอาคารพิพาทก็จะต้องเสียค่าปรับวันละ 100,000 บาท การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพที่ทำการค้าได้ แม้จำเลยที่ 1 จะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วก็ตามแต่หนังสือสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 เสนอให้โจทก์จดทะเบียนมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่า ที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่น บุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่าห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวัน ผู้เช่าต้องทำการค้าภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่ามิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับเป็นรายวัน อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามคำพิพากษา ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 และมาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษา ในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ การออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ได้ขัดต่อ ป.วิ.พ.มาตรา 296 วรรคหนึ่ง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1189 หรือเลขที่ 1187 กับโจทก์เป็นเวลา 30 ปี โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตอบแทน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนดังกล่าวก็ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินแก่โจทก์และหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าอาคารพิพาทเพื่อทำการค้า โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบางน้ำชล (แขวงบุคคโล) เขตบางลำภูล่าง (เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน โดยให้ถือวันที่ 7 หรือวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 เป็นวันเริ่มต้นนับอายุสัญญา กับขอให้โจทก์ถอนหมายบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ศาลมีคำสั่งไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำแถลงของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2541 ของศาลชั้นต้นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดินที่พิพาท ณ สำนักงานที่ดินในวันที่ 12 มกราคม 2539 แต่โจทก์ไม่ไปตามนัด ซึ่งเหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่า เพราะโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างอาคารพิพาทตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิ การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่อาจทำการค้าได้ อาคารพิพาทมีสภาพรกร้างไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย หากโจทก์รับจดทะเบียนการเช่าแล้วไม่ทำการค้าภายใน 4 ปี โจทก์จะต้องถูกขับไล่และหากไม่ออกจากอาคารพิพาทก็จะต้องเสียค่าปรับวันละ 100,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพที่ทำการค้าได้ โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วก็ตาม แต่หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้โจทก์จดทะเบียนนั้นมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่าที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่นบุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่า ห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวันผู้เช่าต้องทำการค้าภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่ามิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับเป็นรายวัน เป็นต้น ซึ่งหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความผิดไปจากข้อความในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย ร.1 และสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย ร.2 อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ และการออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคหนึ่งแต่ประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (สุมิตร สุภาดุลย์-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สมชัย เกษชุมพล) ศาลแพ่งธนบุรี - นายพิชัย นิลทองคำ ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ ศรไชย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69280
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายพิชัย นิลทองคำ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประสิทธิ์ ศรไชย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063138"
    }
}
date
2544
deka_no
6157/2544
deka_running_no
6157
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 207",
            "ม. 208 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 320"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 271",
            "ม. 296 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชัยวัฒน์ มาลาบุปผา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายประสาน ขุนทองแก้ว กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1189 หรือเลขที่ 1187 กับโจทก์เป็นเวลา 30 ปี โดยให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตอบแทน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ไปจดทะเบียนดังกล่าวก็ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 4,950,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เป็นเงินเดือนละ 30,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2537 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินแก่โจทก์และหรือจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ให้โจทก์เช่าอาคารพิพาทเพื่อทำการค้า โจทก์จึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบางน้ำชล (แขวงบุคคโล) เขตบางลำภูล่าง (เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดิน โดยให้ถือวันที่ 7 หรือวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 เป็นวันเริ่มต้นนับอายุสัญญา กับขอให้โจทก์ถอนหมายบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินจำเลยที่ 1 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ศาลมีคำสั่งไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำแถลงของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 เมษายน 2541 ของศาลชั้นต้นว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งให้โจทก์ไปรับการจดทะเบียนการเช่าที่ดินที่พิพาท ณ สำนักงานที่ดินในวันที่ 12 มกราคม 2539 แต่โจทก์ไม่ไปตามนัด ซึ่งเหตุที่โจทก์ไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่า เพราะโจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่ก่อสร้างอาคารพิพาทตามที่ระบุไว้ในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิ การก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยและไม่อาจทำการค้าได้ อาคารพิพาทมีสภาพรกร้างไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย หากโจทก์รับจดทะเบียนการเช่าแล้วไม่ทำการค้าภายใน 4 ปี โจทก์จะต้องถูกขับไล่และหากไม่ออกจากอาคารพิพาทก็จะต้องเสียค่าปรับวันละ 100,000 บาท ตามหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปรับปรุงอาคารให้อยู่ในสภาพที่ทำการค้าได้ โจทก์ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า การออกหมายบังคับคดีจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกแล้วก็ตาม แต่หนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยที่ 1 เสนอให้โจทก์จดทะเบียนนั้นมีข้อความจำกัดสิทธิผู้เช่าเกินกว่าที่ผู้เช่าโดยทั่วไปจะปฏิบัติได้ เช่นบุคคลที่จะอยู่อาศัยในอาคารที่เช่าต้องเป็นญาติของผู้เช่า ห้ามชาวต่างประเทศอยู่อาศัยหรือทำงานในอาคารที่เช่า ห้ามทุกคนอยู่บริเวณเฉลียงของอาคารในเวลากลางวันผู้เช่าต้องทำการค้าภายใน 4 ปี นับแต่วันทำสัญญาเช่ามิฉะนั้นต้องเสียค่าปรับเป็นรายวัน เป็นต้น ซึ่งหนังสือสัญญาเช่าตึกแถวเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความผิดไปจากข้อความในสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย ร.1 และสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย ร.2 อันเป็นการจะบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไม่ยอมรับจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 และมาตรา 320 กรณีต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาในลำดับแรกได้ โจทก์ย่อมขอออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระเงินตามคำพิพากษาในลำดับหลังได้ และการออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 วรรคหนึ่งแต่ประการใด ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001101.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544