ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2544
พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
โจทก์
นายเพ็ญสิน ยี่วาศรี กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 21
ป.วิ.อ. มาตรา 134, มาตรา 195, มาตรา 213, มาตรา 225, มาตรา 226
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ
พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 7, มาตรา 8
จำเลยที่ 2 นั่งคู่มากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์บรรทุก 6 ล้อ ของกลางที่มีเลื่อยยนต์ของกลางวางอยู่ที่กระบะท้ายรถ จึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองเลื่อยยนต์ของกลาง ชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับเลื่อยยนต์ของกลางว่านำหรือพาของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามหรือของที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซึ้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่รู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อกำกัด จำเลยที่ 2 ได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจตามบันทึกคำให้การที่พนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 นอกจากนี้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ 1 ด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 น่าจะทราบดีว่าสิ่งของที่จำเลยที่ 1 บรรทุกมาในรถยนต์ของกลางเป็นของผิดกฎหมาย ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามและข้อกำกัด
โทษปรับรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามที่ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ ค่าอากรดังกล่าวย่อมหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย
จำเลยทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันและศาลจะต้องพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองรวมกันเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษปรับตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225
ศาลอุทธรณ์ได้รวมโทษจำคุกของจำเลยแต่ละกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ เป็นผลร้ายแก่จำเลยเพราะมีผลเป็นการนำโทษส่วนที่เกิน 12 เดือน มาคิดคำนวณเป็น 1 ปี อยู่ในตัว ทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกในปีสุดท้ายนานขึ้น 5 วัน หรือ 6 วัน หากตรงกับปีอธิกสุรทิน เป็นการไม่ชอบด้วย ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง ที่ถูกศาลอุทธรณ์ต้องลดโทษให้จำเลยที่ 2 เป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้
ตาม พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 ที่บัญญัติไว้มีใจความว่า สินบนและรางวัลให้จ่ายจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ จึงให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าไม่อาจขายเลื่อยยนต์ของกลางได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายสินบนร้อยละ 30 ของค่าปรับ และจ่ายรางวัลร้อยละ 25 ของค่าปรับ จึงยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกับพวกตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๗ , ๑๑ , ๖๙ , ๗๓ , ๗๔ , ๗๔ ทวิ , ๗๔ จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๖ (๒) (๙) , ๒๔ , ๒๕ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ , ๒๗ ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๗ , ๘ , ๙ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ ริบของกลาง และจ่ายสินบนและรางวัลนำจับตามกฎหมาย
จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อ (ข) ข้อ (ค) และข้อ (ง) ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร
จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง
โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามฟ้องข้อ (ก) ด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลาง โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรและข้อกำกัดด้วยหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานป่าไม้และพนักงานพิทักษ์ป่าว่าขณะเกิดเหตุพยานทั้งสามเห็นจำเลยที่ ๒ นั่งคู่มากับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อ ของกลางที่มีเลื่อยยนต์ของกลางวางอยู่ที่กระบะท้ายรถ จึงเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ครอบครองเลื่อยยนต์ของกลาง และได้ความจากคำเบิกความของพนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า ชั้นสอบสวนพยานได้แจ้งข้อหาสอบปากคำจำเลยที่ ๒ แล้วบันทึกไว้ ตามบันทึกคำให้การซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ ศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ ๒ ในส่วนที่เกี่ยวกับเลื่อยยนต์ของกลางว่านำหรือพาของที่ยังมิได้เสียภาษีหรือของต้องกำกัดหรือของต้องห้ามหรือของที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใดซึ่งของที่รู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อกำกัด จำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพในข้อหานี้ โดยรับว่าจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับพวกรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามหรือข้อกำกัด และจำเลยที่ ๒ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ และพวกที่หลบหนีใช้เลื่อยยนต์ของกลางตัดโค่นไม้ของกลาง เชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ให้การรับสารภาพต่อพนักงานสอบสวนโดยสมัครใจตามที่พนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้จริงตามที่โจทก์นำสืบ จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยที่ ๒ ในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมจำเลยทั้งสองอีกว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๒ ได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีไปพร้อมกับจำเลยที่ ๑ ด้วย เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ ๒ น่าจะทราบดีว่าสิ่งของที่จำเลยที่ ๑ บรรทุกมาในรถยนต์บรรทุก ๖ ล้อ ของกลางเป็นของผิดกฎหมาย ดังที่จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้ เมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้วจึงมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์ของกลางโดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อห้ามและข้อกำกัดตามที่โจทก์ฟ้องมาในข้อ (ก) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายกฟ้องข้อ (ก) สำหรับจำเลยที่ ๒ มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น?
พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดของจำเลยที่ ๒ ตามฟ้องข้อ (ก) ให้บังคับคดีลงโทษจำเลยที่ ๒ ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น?
(สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กำพล ภู่สุดแสวง-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์)
ศาลจังหวัดสกลนคร - นายทวีป บุตตะโยธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ