คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6421/2544 ฉบับเต็ม

#69291
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6421/2544 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ สิบตำรวจโทสุรสิทธิ์ สืบปรุ จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 80, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 80, มาตรา 83 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 57, มาตรา 147 สิบตำรวจโท ส. จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด .357ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของจำเลยยิงไปที่รถยนต์บรรทุกคันกระสุนปืนถูกที่ตัวถังรถบริเวณประตูด้านคนขับและประตูตู้ท้ายรถ ในขณะที่ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับ จุดที่กระสุนปืนถูกที่ประตูรถยนต์ที่ผู้เสียหายขับเป็นจุดที่อยู่ตรงที่นั่งคนขับในระดับที่จะถูกร่างกายของผู้เสียหายพอดี แต่เนื่องจากกระสุนปืนทะลุไปถูกเหล็กกันกระแทกด้านข้าง จึงไม่ทะลุต่อไปไม่เช่นนั้นกระสุนคงจะถูกร่างกายของผู้เสียหายแน่นอน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่า อาวุธปืนพกขนาด .357 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำว่ากระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ถือได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย สิบตำรวจโท ส. จำเลยเพียงแต่ต้องการจับกุมผู้เสียหายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการจอดรถในที่ห้ามจอดซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย (ระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท) จำเลยหามีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นการใช้มาตรการในการจับกุมที่รุนแรงที่สุดไม่ หากผู้เสียหายไม่ยอมให้จับกุมและจะขับรถหลบหนีไป จำเลยก็เพียงแต่ใช้วิทยุแจ้งป้อมยามข้างหน้าที่คาดว่ารถของผู้เสียหายจะขับผ่านให้ช่วยสกัดจับหรือขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปสกัดจับก็น่าจะทำได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนมาใช้ในกรณีนี้นอกจากจะไม่มีสิทธิจะกระทำได้แล้วยังเป็นการกระทำที่เกินจำเป็นที่จะใช้ในการจับกุมอีกด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 80, 288 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด .357 ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของจำเลยยิงไปที่รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 84-5588 กรุงเทพมหานคร กระสุนปืนถูกที่ตัวถังรถบริเวณประตูด้านคนขับและประตูตู้ท้ายรถ โดยที่ขณะนั้นมีนายนันทพงศ์ ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จุดที่กระสุนปืนถูกที่ประตูรถยนต์ที่ผู้เสียหายขับนั้นเป็นจุดที่อยู่ตรงที่นั่งคนขับในระดับที่จะถูกร่างกายของผู้เสียหายพอดี แต่เนื่องจากกระสุนปืนทะลุไปถูกเหล็กกันกระแทกด้านข้าง จึงไม่ทะลุต่อไปเพียงแต่ไปถูกที่แผ่นพลาสติกบุภายในตัวรถเท่านั้น ไม่เช่นนั้นกระสุนคงจะถูกร่างกายของผู้เสียหายแน่นอน การที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่า อาวุธปืนพกขนาด .357 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงยิงไปยังจุดที่ผู้เสียหายนั่งอยู่เช่นนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าหากจำเลยจะยิงเพื่อฆ่าผู้เสียหายจริงแล้วจำเลยก็สามารถจะกระทำได้ เพราะจำเลยยืนอยู่ห่างผู้เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นเพราะจำเลยต้องการข่มขู่ผู้เสียหายให้เกรงกลัวแล้วจะเข้าจับกุมเท่านั้น เห็นว่า การที่จำเลยเพียงแต่ต้องการจับกุมผู้เสียหายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการจอดรถในที่ห้ามจอดซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จำเลยหามีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นการใช้มาตรการในการจับกุมที่รุนแรงที่สุดได้ไม่ หากผู้เสียหายไม่ยอมให้จับกุมและจะขับรถหลบหนีไป จำเลยก็เพียงแต่ใช้วิทยุแจ้งป้อมยามข้างหน้าที่คาดว่ารถของผู้เสียหายจะขับผ่านให้ช่วยสกัดจับหรือขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปสกัดจับก็น่าจะทำได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนมาใช้ในกรณีนี้นอกจากจะไม่มีสิทธิจะกระทำได้แล้วยังเป็นการกระทำที่เกินจำเป็นที่จะใช้ในการจับกุมอีกด้วย ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยและพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (วิบูลย์ มีอาสา-สุวัตร์ สุขเกษม-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์) ศาลจังหวัดชลบุรี - นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายจรูญ อินทจาร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69291
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค ๑",
        "judge": "นายจรูญ อินทจาร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062698"
    }
}
date
2544
deka_no
6421/2544
deka_running_no
6421
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "สุวัตร์ สุขเกษม",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 80",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 57",
            "ม. 147"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สิบตำรวจโทสุรสิทธิ์ สืบปรุ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 33, 80, 288 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพกขนาด .357 ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของจำเลยยิงไปที่รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 84-5588 กรุงเทพมหานคร กระสุนปืนถูกที่ตัวถังรถบริเวณประตูด้านคนขับและประตูตู้ท้ายรถ โดยที่ขณะนั้นมีนายนันทพงศ์ ผู้เสียหายนั่งอยู่ที่ที่นั่งคนขับ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า จุดที่กระสุนปืนถูกที่ประตูรถยนต์ที่ผู้เสียหายขับนั้นเป็นจุดที่อยู่ตรงที่นั่งคนขับในระดับที่จะถูกร่างกายของผู้เสียหายพอดี แต่เนื่องจากกระสุนปืนทะลุไปถูกเหล็กกันกระแทกด้านข้าง จึงไม่ทะลุต่อไปเพียงแต่ไปถูกที่แผ่นพลาสติกบุภายในตัวรถเท่านั้น ไม่เช่นนั้นกระสุนคงจะถูกร่างกายของผู้เสียหายแน่นอน การที่จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมรู้อยู่แก่ใจดีแล้วว่า อาวุธปืนพกขนาด .357 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงยิงไปยังจุดที่ผู้เสียหายนั่งอยู่เช่นนี้ จำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ ดังนั้นจึงถือได้ว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าหากจำเลยจะยิงเพื่อฆ่าผู้เสียหายจริงแล้วจำเลยก็สามารถจะกระทำได้ เพราะจำเลยยืนอยู่ห่างผู้เสียหายเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เป็นเพราะจำเลยต้องการข่มขู่ผู้เสียหายให้เกรงกลัวแล้วจะเข้าจับกุมเท่านั้น เห็นว่า การที่จำเลยเพียงแต่ต้องการจับกุมผู้เสียหายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการจอดรถในที่ห้ามจอดซึ่งเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย จำเลยหามีสิทธิที่จะใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นการใช้มาตรการในการจับกุมที่รุนแรงที่สุดได้ไม่ หากผู้เสียหายไม่ยอมให้จับกุมและจะขับรถหลบหนีไป จำเลยก็เพียงแต่ใช้วิทยุแจ้งป้อมยามข้างหน้าที่คาดว่ารถของผู้เสียหายจะขับผ่านให้ช่วยสกัดจับหรือขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปสกัดจับก็น่าจะทำได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนมาใช้ในกรณีนี้นอกจากจะไม่มีสิทธิจะกระทำได้แล้วยังเป็นการกระทำที่เกินจำเป็นที่จะใช้ในการจับกุมอีกด้วย ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษแก่จำเลยและพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001097.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544