คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6539/2544 ฉบับเต็ม

#69298
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6539/2544 บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสุรพงษ์ เตชะอังกูร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 38 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 29, มาตรา 31, มาตรา 38, มาตรา 41 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ทั้งตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลการทะเบียนสำนักทะเบียนกลางกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับรองก่อนวันที่โจทก์ฟ้อง 3 วัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ 2 มีที่อยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางก็มีบุคคลเดียวกับบุคคลที่เคยรับหนังสือทวงถามไว้แทนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไว้แทน น่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องเป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ 2 จริง แม้จำเลยที่ 2 จะอ้างว่ามีภูมิลำเนาแห่งอื่นอีก หากเป็นความจริงก็ต้องถือว่า จำเลยที่ 2 มีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง บ้านเลขที่ตามฟ้องโจทก์ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ด้วยแห่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 38 การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ 2 ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง โดยมีผู้รับแทนจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการส่งหมายโดยชอบ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 2 ทราบวันนัดพิจารณาโดยชอบแล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดในวันที่ 9 กันยายน 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2543 เกินกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 41 คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระค่า เสียหายแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๙๙,๗๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ ๒ รับผิดในต้นเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ ขอให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ไม่จงใจขาดนัดเพราะศาลส่งหมายเรียกแก่จำเลยที่ ๒ ที่บ้านเลขที่ ๑๐๒/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านพักครูโรงเรียนราษฎร์วิทยา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ ๒ จึงไม่ทราบวันนัด หากจำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ ๒ สามารถชนะคดีโจทก์ได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งว่าขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือว่าแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น" ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำนวนคดีนี้ว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหาย ระบุว่า จำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ทั้งตามแบบรับรองรายงานการทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับรอง ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ ก่อนวันที่โจทก์ฟ้องสามวัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ ๒ มีที่อยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางก็มีผู้รับไว้แทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งผู้รับแทนนี้ก็เป็นบุคคลเดียวกับที่เคยรับหนังสือทวงถาม และใบตอบรับในประเทศ จึงน่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ ๒ จริง แม้จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านพักครูโรงเรียนราษฎร์วิทยา จังหวัดเพชรบุรี ก็ตาม หากเป็นความจริงก็ต้อง ถือว่าจำเลยที่ ๒ มีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ดังนั้น บ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ด้วยแห่งหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘ ดังกล่าวข้างต้น เมื่อปรากฏว่ามีการส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง ทั้งมีผู้รับแทนจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการส่งหมายโดยชอบ ย่อมถือว่าจำเลยที่ ๒ ทราบวันที่ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาคดีนี้โดยชอบแล้ว เมื่อปรากฏว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ จึงเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-จรัส พวงมณี) ศาลแรงงานกลาง - นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69298
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062568"
    }
}
date
2544
deka_no
6539/2544
deka_running_no
6539
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 38"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 29",
            "ม. 31",
            "ม. 38",
            "ม. 41"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรพงษ์ เตชะอังกูร กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างและจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระค่า เสียหายแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๙๙,๗๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยที่ ๒ รับผิดในต้นเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ ขอให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๒ ไม่จงใจขาดนัดเพราะศาลส่งหมายเรียกแก่จำเลยที่ ๒ ที่บ้านเลขที่ ๑๐๒/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านพักครูโรงเรียนราษฎร์วิทยา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จำเลยที่ ๒ จึงไม่ทราบวันนัด หากจำเลยที่ ๒ ให้การต่อสู้คดี จำเลยที่ ๒ สามารถชนะคดีโจทก์ได้

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งว่าขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘ บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือว่าแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น" ปรากฏข้อเท็จจริงจากสำนวนคดีนี้ว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกันรับรองความเสียหาย ระบุว่า จำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้อง ทั้งตามแบบรับรองรายงานการทะเบียนราษฎร์จากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับรอง ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๒ ก่อนวันที่โจทก์ฟ้องสามวัน ก็ระบุว่าจำเลยที่ ๒ มีที่อยู่บ้านเลขที่ดังกล่าว การส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางก็มีผู้รับไว้แทนจำเลยที่ ๒ ซึ่งผู้รับแทนนี้ก็เป็นบุคคลเดียวกับที่เคยรับหนังสือทวงถาม และใบตอบรับในประเทศ จึงน่าเชื่อว่าบ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นถิ่นที่อยู่ของจำเลยที่ ๒ จริง แม้จำเลยที่ ๒ จะอ้างว่าจำเลยที่ ๒ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านพักครูโรงเรียนราษฎร์วิทยา จังหวัดเพชรบุรี ก็ตาม หากเป็นความจริงก็ต้อง ถือว่าจำเลยที่ ๒ มีถิ่นที่อยู่หลายแห่ง ดังนั้น บ้านเลขที่ ๑๒๐/๓ ถนนประชาธิปปัตย์ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ย่อมเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๒ ด้วยแห่งหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘ ดังกล่าวข้างต้น เมื่อปรากฏว่ามีการส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกให้แก่จำเลยที่ ๒ ณ ภูมิลำเนาตามฟ้อง ทั้งมีผู้รับแทนจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการส่งหมายโดยชอบ ย่อมถือว่าจำเลยที่ ๒ ทราบวันที่ศาลแรงงานกลางนัดพิจารณาคดีนี้โดยชอบแล้ว

เมื่อปรากฏว่า ศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๒ ขาดนัดในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ จึงเกินกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๑ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ ๒ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001096.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544