คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2544 ฉบับเต็ม

#69301
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2544 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง, มาตรา 204, มาตรา 206 วรรคสาม โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ ศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ภาค 2 ลักษณะ 2 หมวด 2 การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งบัญญัติใหม่ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2543 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2543 แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ 13 กันยายน 2543 จำเลยที่ 1 ทราบนัดแล้วไม่มาศาล จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 200 วรรคหนึ่ง ศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 204 เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนแล้วเสร็จก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไปเสียทีเดียว กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 206 วรรคสาม และวรรคสี่ (1) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้หากมาศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้มาศาลในวันสืบพยานฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณา ผิดระเบียบตาม มาตรา 27 ประกอบมาตรา 88 ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน ๑๑,๒๗๑,๘๗๕.๙๐ บาท พร้อมอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ บาท ของต้นเงินจำนวน ๑๐,๖๒๓,๑๐๙.๒๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันสืบพยาน ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ โจทก์นำพยานเข้าสืบ ๑ ปากและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จใน วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ ตามที่มีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ ๑ สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้ แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ ๑ สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้ แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นเอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๘๘ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษา ศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๒ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ การพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งบัญญัติใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๓ แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง และศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ ซี่งเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จโดยจำเลยที่ ๑ มิได้อยู่ในศาล ก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไป เสียทีเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๐๔ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๖ วรรคสาม และวรรคสี่ (๑) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้ หากศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะคดีนี้จำเลยที่ ๑ มิได้มาศาลในวันสืบพยาน ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๘๘ ดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ . (สมชาย จุลนิติ์-อำนวย เต้พันธ์-ชวลิต ตุลยสิงห์) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายไตรรัตน์ เกื้อสกุล ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69301
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายไตรรัตน์ เกื้อสกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062347"
    }
}
date
2544
deka_no
6721/2544
deka_running_no
6721
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "อำนวย เต้พันธ์",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 200 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 204",
            "ม. 206 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุวิทย์ พงศ์จรัสพันธุ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน ๑๑,๒๗๑,๘๗๕.๙๐ บาท พร้อมอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔.๕๐ บาท ของต้นเงินจำนวน ๑๐,๖๒๓,๑๐๙.๒๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

ชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองไม่มาศาลในวันสืบพยาน ถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ โจทก์นำพยานเข้าสืบ ๑ ปากและแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์แล้วเสร็จใน วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ ตามที่มีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ ๑ สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้ แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไว้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้จำเลยที่ ๑ สืบพยานตามที่ได้ยื่นคำให้การไว้ แล้วจึงจะพิพากษาตามรูปคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นเอง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๘๘ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษา ศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การภายในกำหนด ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ยื่นคำให้การศาลจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๒ ลักษณะ ๒ หมวด ๒ การพิจารณาโดยขาดนัด ซึ่งบัญญัติใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๔๓ มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๓ แก่คดีที่ยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลมีคำสั่งนัดชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ทราบนัดแล้วไม่มาศาลในวันดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๐ วรรคหนึ่ง และศาลชอบที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นไปฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๔ ซี่งเมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จนเสร็จโดยจำเลยที่ ๑ มิได้อยู่ในศาล ก็ย่อมที่จะมีอำนาจพิพากษาคดีไป เสียทีเดียวตามบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๐๔ ดังกล่าว ข้อเท็จจริงในคดีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๐๖ วรรคสาม และวรรคสี่ (๑) ที่ให้สิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดพิจารณานำพยานเข้าสืบได้ หากศาลยังไม่พ้นเวลาที่จะนำพยานของตนเข้าสืบ เพราะคดีนี้จำเลยที่ ๑ มิได้มาศาลในวันสืบพยาน ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่าคดีเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นจึงหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๘๘ ดังที่จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001094.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544