คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6814/2544 ฉบับเต็ม

#69302
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6814/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเจริญ (2533) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชายนต์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 146, มาตรา 146 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่เลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์คืน ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างพร้อม ดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคือ ขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 ผลคดีถึงที่สุดโดย ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เมื่อคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นคดีนี้ขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนดตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบ กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ต่อไป และพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 382,000 บาท และค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ 70,200 บาท รวมเป็นเงิน 452,200 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมสมุดคู่มือประจำรถกับชุดโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนและส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 81 - 9844 นครราชสีมา แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยพร้อมกับโจทก์ชำระราคาที่เหลือเป็นเงิน 359,052 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วย หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 650,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกัน ใช้ค่าเสียหายจำนวน 21,852 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 1,821 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2538) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืนจากโจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่ยกเลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืน ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้าง 145,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามออกจากสารบบความ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคืน ขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 ผลคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543 คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่เลิกกัน จึงขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวที่ว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนด ดังนั้น ตามสัญญาข้อ 9 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบ เมื่อกรณีเป็นดังนี้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. (ธาดา กษิตินนท์-ชนะ ภาสกานนท์-หัสดี ไกรทองสุก) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวิเทพ อริยสัจจากร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายดุสิต สิทธิฤทธิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69302
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายวิเทพ อริยสัจจากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายดุสิต สิทธิฤทธิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062235"
    }
}
date
2544
deka_no
6814/2544
deka_running_no
6814
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "ชนะ ภาสกานนท์",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 146",
            "ม. 146 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ้านเจริญ (2533)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ราชายนต์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 382,000 บาท และค่าเสื่อมสภาพของรถยนต์ 70,200 บาท รวมเป็นเงิน 452,200 บาท กับค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมสมุดคู่มือประจำรถกับชุดโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนและส่งมอบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 81 - 9844 นครราชสีมา แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยพร้อมกับโจทก์ชำระราคาที่เหลือเป็นเงิน 359,052 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วย หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 650,000 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกัน ใช้ค่าเสียหายจำนวน 21,852 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 1,821 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2538) จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืนจากโจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่ยกเลิกกัน จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดรถยนต์ดังกล่าวคืน ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อที่ค้าง 145,710 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ แต่จำเลยทั้งสามไม่นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาชำระภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์ ให้จำหน่ายคดีเฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามออกจากสารบบความ คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ฟ้องโจทก์กับพวกรวม 3 คน เป็นจำเลยในมูลคดีเดียวกันนี้ กล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคืน ขอให้โจทก์คืนรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 ผลคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้โจทก์กับพวกคืนรถยนต์ หากคืนไม่ได้ ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5591/2543 คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ผิดสัญญา และสัญญายังไม่เลิกกัน จึงขัดกับคำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวที่ว่าสัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข การชำระหนี้ของโจทก์ไม่ได้เป็นไปตามกำหนด ดังนั้น ตามสัญญาข้อ 9 จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์พิพาทได้โดยชอบ เมื่อกรณีเป็นดังนี้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ต่อไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001093.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544