คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7164/2544 ฉบับเต็ม

#69311
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7164/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสตูล โจทก์ นายไลหนานหรือแรนันต์ ละใบแด จำเลย ป.อ. มาตรา 75 ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 215, มาตรา 225 แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสม ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือ ใช้ราคาน้ำมันพืชขนาดบรรจุถุงละ ๑๕ กิโลกรัม จำนวน ๖๖ ถุง เป็นเงินจำนวน ๑๙,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕ (๑) (๓) (๘) วรรคสอง, ๓๓๖ ทวิ ลงโทษจำคุก ๓ ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ให้จำเลยคืนหรือ ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน ๑๙,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยเกิดวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๓ นับถึงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง ๑๖ ปีเศษ ยังไม่เกิน ๑๗ ปี ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยกระทำความผิดขณะที่มีอายุน้อย การลงโทษจำคุกจำเลยไปทีเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีในการแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งเพื่อให้จำเลยได้แก้ไข ฟื้นฟูตนเองในสังคมภายนอก การรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมก็ย่อมมีอำนาจ ลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๘๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลย หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ภายในเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ (จิระวรรณ ศิริบุตร-วิรัช ลิ้มวิชัย-ทองหล่อ โฉมงาม) ศาลจังหวัดสตูล - นายกิตติกร กิตติพานประยูร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพิศาล อัยยะวรากูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69311
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสตูล",
        "judge": "นายกิตติกร กิตติพานประยูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายพิศาล อัยยะวรากูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061689"
    }
}
date
2544
deka_no
7164/2544
deka_running_no
7164
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "จิระวรรณ ศิริบุตร",
    "วิรัช ลิ้มวิชัย",
    "ทองหล่อ โฉมงาม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 75"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคสอง",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสตูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไลหนานหรือแรนันต์ ละใบแด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ กับให้จำเลยคืนหรือ ใช้ราคาน้ำมันพืชขนาดบรรจุถุงละ ๑๕ กิโลกรัม จำนวน ๖๖ ถุง เป็นเงินจำนวน ๑๙,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๓๕ (๑) (๓) (๘) วรรคสอง, ๓๓๖ ทวิ ลงโทษจำคุก ๓ ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ให้จำเลยคืนหรือ ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน ๑๙,๘๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า...พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยเกิดวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๒๓ นับถึงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ จำเลยอายุเพียง ๑๖ ปีเศษ ยังไม่เกิน ๑๗ ปี ศาลต้องลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ อีกทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และจำเลยกระทำความผิดขณะที่มีอายุน้อย การลงโทษจำคุกจำเลยไปทีเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีในการแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งเพื่อให้จำเลยได้แก้ไข ฟื้นฟูตนเองในสังคมภายนอก การรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยน่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาขอให้รอการลงโทษ แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ลงโทษจำเลยไม่เหมาะสมก็ย่อมมีอำนาจ ลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๘๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๑๕ และ ๒๒๕ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลย หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ จำคุก ๑ ปี ๖ เดือน และปรับ ๖,๐๐๐ บาท คำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๓ เดือนต่อครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ภายในเวลาที่รอการลงโทษ และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001088.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544