คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2544 ฉบับเต็ม

#69314
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2544 พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ นายโมฮัมมัส โหสิน พาฮิสหรือคุยเปอร์ เฮนรี่คุส จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 13, มาตรา 13 วรรคสอง, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 208, มาตรา 225 ตามคำให้การจำเลย คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตลอดจนรายงานกระบวนพิจารณาของ ศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดเลยว่า ร. ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่โดยสุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปลและก็มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 13 วรรคสอง ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติอิหร่าน เชื้อชาติอิหร่าน มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย จำเลยได้เดินทางจากประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดน และอยู่ในราชอาณาจักรไทยจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยจำเลยไม่สามารถพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ ฉะนั้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ศาลชั้นต้นจึงต้องมีล่ามแปลและล่ามคนนั้น คือ นางเรไร โภคาพันธ์ ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ตามฎีกาของจำเลยนั้น เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่าล่ามแปลความหมายผิดไม่ถูกต้องพอจะอนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 นั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงมีว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณามาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาแล้วว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ และต้องมีล่ามแปล ดังนั้นศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาได้ตรวจคำให้การของจำเลย คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตลอดจนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 แล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดเลยว่า นางเรไรผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่สุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอดสิ่งที่แปล และนางเรไรก็มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 นั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 225 และในชั้นนี้ยังไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลย โดยให้ล่ามปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. (ปรีดี รุ่งวิสัย-อัธยา ดิษยบุตร-สมศักดิ์ เนตรมัย) ศาลจังหวัดหนองคาย - นายสมยศ ชัยประเสริฐ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวุฒิชัย ไวยภาษ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69314
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหนองคาย",
        "judge": "นายสมยศ ชัยประเสริฐ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวุฒิชัย ไวยภาษ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061054"
    }
}
date
2544
deka_no
7567/2544
deka_running_no
7567
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "อัธยา ดิษยบุตร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 13",
            "ม. 13 วรรคสอง",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 208",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโมฮัมมัส โหสิน พาฮิสหรือคุยเปอร์ เฮนรี่คุส"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติอิหร่าน เชื้อชาติอิหร่าน มีภูมิลำเนาอยู่นอกราชอาณาจักรไทย จำเลยได้เดินทางจากประเทศอิหร่านเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 เวลากลางวันเข้ามาในราชอาณาจักรไทยทางชายแดน และอยู่ในราชอาณาจักรไทยจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยจำเลยไม่สามารถพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ ฉะนั้นในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ศาลชั้นต้นจึงต้องมีล่ามแปลและล่ามคนนั้น คือ นางเรไร โภคาพันธ์ ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ตามฎีกาของจำเลยนั้น เห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยอ้างว่าล่ามแปลความหมายผิดไม่ถูกต้องพอจะอนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 นั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงมีว่า ศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณามาโดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าวมาแล้วว่า จำเลยเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ และต้องมีล่ามแปล ดังนั้นศาลชั้นต้นจะต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยหยิบยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาได้ตรวจคำให้การของจำเลย คำแถลงประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ตลอดจนรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 แล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดเลยว่า นางเรไรผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามได้สาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของจำเลยให้ถูกต้องและทำหน้าที่สุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอดสิ่งที่แปล และนางเรไรก็มิได้ลงลายมือชื่อในคำแปลนั้นเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 นั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ชอบที่จะให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 208 ประกอบด้วยมาตรา 225 และในชั้นนี้ยังไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสอบถามคำให้การจำเลย โดยให้ล่ามปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001082.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544