คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566 ฉบับเต็ม

#693439
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566 นาย ด. กับพวก ผู้ร้อง บริษัท ล. ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 213, มาตรา 215, มาตรา 237, มาตรา 381 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 37 วรรคสอง, มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข), มาตรา 41, มาตรา 45 (2) การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและ อ. ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคําชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชําระหนี้ตอบแทนโดยเพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับ อ. กลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับ อ. ได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับ อ. เป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดีจึงจะบังคับได้ เมื่อ อ. เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคําชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับ อ. บุคคลนอกคดีได้ การยอมรับหรือการบังคับตามคําชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การที่อนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และ ที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคําคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้านเป็นคําชี้ขาดที่เกินคําขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ___________________________ ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยให้ผู้คัดค้านรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าภาษีอากร และค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้คัดค้านรับชำระเงิน 9,800,000 บาท ตามเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 3.5.2 โดยผ่อนชำระตามเอกสารภาคผนวก F และให้ผู้คัดค้านจัดทำสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตามแบบที่กำหนดในสัญญาภาคผนวก G และ H หากผู้คัดค้านไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายที่เกิดจากการยกเลิกการจองเช่าสิ่งปลูกสร้าง 445,000 บาทต่อเดือน ค่าโนตารีปับลิก 27,664.99 บาท ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติม 354,019.25 บาท ค่าโรงแรม 9,245 บาท ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 20,671,459.05 บาท นับแต่วันชำระเงินไปจนถึงวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าปรับล่าช้าวันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบต้นฉบับทะเบียนบ้านใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ร้องทั้งสาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและขอให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงิน หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และทำสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 1,067,260 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าเดินทาง 50,000 บาท และ ค่าที่พักและรถยนต์สาธารณะ 50,000 บาท ผู้ร้องทั้งสามยื่นคัดค้านคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้ หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำตัดสิน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสามตกลงที่จะชำระส่วนที่เหลือในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ไปจนถึงวันที่ได้รับคำตัดสินในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 รวม 1 ปี 5 เดือน 11 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 1,067,260 บาท แก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และผู้คัดค้านมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยตกลงในราคา 28,000,000 บาท ที่ดินมีขนาดประมาณ 1 งาน 35.25 ตารางวา แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 49911 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านวิลล่าขนาดประมาณ 393.62 ตารางเมตร โดยผู้คัดค้านจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินให้แล้วเสร็จเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้ร้องที่ 1 ตกลงจะชำระเงินโดยแบ่งเป็น 5 งวด ในงวดที่ 5 ผู้ร้องที่ 1 ตกลงยอมรับการให้เงินกู้จากผู้คัดค้าน 9,800,000 บาท โดยจะเริ่มต้นชำระเงินดังกล่าวคืนเมื่อมีการโอนสิ่งปลูกสร้างไปยังผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ซึ่งการโอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันหรือก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 โดยการชำระคืนเงินกู้จะเริ่มต้นในวันหรือก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2561 มีระยะเวลาในการชำระคืน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 จากยอดเงินคงค้าง และเป็นไปตามกำหนดการชำระเงินตามที่ระบุในภาคผนวก F (หรือ ฉ) และจะต้องมีการลงนามในสัญญาจำนำหุ้นเพื่อเป็นหลักประกันเงินกู้ตามที่ระบุในภาคผนวก G และ H (หรือ ช และ ซ) หลังทำสัญญาซื้อขายผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านบางส่วนและผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องที่ 2 แล้ว ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้คัดค้านให้ผู้ร้องที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) แต่ผู้ร้องที่ 1 ปฏิเสธ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 และขอให้ถือคำชี้ขาดแทนการแสดงเจตนา และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และต้องชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้คัดค้าน 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน วันที่ 13 ธันวาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามกระทำผิดสัญญา ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้จนกว่าจะได้รับการชำระเงินเต็มจำนวน และมีคำชี้ขาดให้คู่พิพาทจะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์วิลล่าที่สำนักงานที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาพผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยรวม 1,067,260 บาท สำหรับคำขออื่นของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน อนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่มีมูล จึงไม่ชี้ขาดให้ตามขอ ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ชี้แจงคำชี้ขาด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 โดยในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์นี้คณะอนุญาโตตุลาการจะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพร ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน หรือในทางกลับกันตามมาตรา 5 และมาตรา 155 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเอื้อมพร คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างไปให้แก่นางสาวเอื้อมพรไปก่อนแล้ว แม้นางสาวเอื้อมพรจะเป็นอดีตกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้าน แต่ก็ถือว่าเป็นคนละบุคคลกันกับผู้คัดค้านและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดว่า ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคำชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ตอบแทนโดยให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรกลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรเป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดี จึงจะบังคับได้ เมื่อนางสาวเอื้อมพรเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคำชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับนางสาวเอื้อมพรบุคคลนอกคดีได้ คำชี้ขาดในส่วนที่จะให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอนและจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้ ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้าน โดยไม่ได้มีคำขอให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H แต่อย่างใด จึงเป็นคำชี้ขาดที่เกินคำขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (นพพร โพธิรังสิยากร-ภัฏ วิภูมิรพี-สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา) ศาลแพ่ง - นายมนตรี สาโรช - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.755/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
693439
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายมนตรี สาโรช"
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081943713"
    }
}
date
2566
deka_no
2050/2566
deka_running_no
2050
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ภัฏ วิภูมิรพี",
    "สถาพร วงศ์ตระกูลรักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 213",
            "ม. 215",
            "ม. 237",
            "ม. 381"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 37 วรรคสอง",
            "ม. 40 วรรคสาม (2) (ข)",
            "ม. 41",
            "ม. 45 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ด. กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัท ล."
    }
]
long_text
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา โดยให้ผู้คัดค้านรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ค่าภาษีอากร และค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ ให้ผู้คัดค้านรับชำระเงิน 9,800,000 บาท ตามเงื่อนไขในสัญญาจะซื้อขาย ข้อ 3.5.2 โดยผ่อนชำระตามเอกสารภาคผนวก F และให้ผู้คัดค้านจัดทำสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านตามแบบที่กำหนดในสัญญาภาคผนวก G และ H หากผู้คัดค้านไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายที่เกิดจากการยกเลิกการจองเช่าสิ่งปลูกสร้าง 445,000 บาทต่อเดือน ค่าโนตารีปับลิก 27,664.99 บาท ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายเพิ่มเติม 354,019.25 บาท ค่าโรงแรม 9,245 บาท ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 20,671,459.05 บาท นับแต่วันชำระเงินไปจนถึงวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ร้องที่ 3 ค่าปรับล่าช้าวันละ 2,000 บาท นับแต่วันที่ 26 เมษายน 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบต้นฉบับทะเบียนบ้านใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ร้องทั้งสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามและขอให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงิน หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และทำสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 1,067,260 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าเดินทาง 50,000 บาท และ ค่าที่พักและรถยนต์สาธารณะ 50,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคัดค้านคำร้องแย้งขอให้ยกคำร้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้ หรือ MOA การค้ำประกันการชำระหนี้ และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำตัดสิน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,800,000 บาท นับแต่วันที่ผู้ร้องทั้งสามตกลงที่จะชำระส่วนที่เหลือในวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ไปจนถึงวันที่ได้รับคำตัดสินในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 รวม 1 ปี 5 เดือน 11 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 1,067,260 บาท แก่ผู้คัดค้าน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องที่ 2 ที่ 3 และผู้คัดค้านมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยตกลงในราคา 28,000,000 บาท ที่ดินมีขนาดประมาณ 1 งาน 35.25 ตารางวา แบ่งแยกออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 49911 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านวิลล่าขนาดประมาณ 393.62 ตารางเมตร โดยผู้คัดค้านจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกและออกโฉนดที่ดินให้แล้วเสร็จเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้ร้องที่ 1 ตกลงจะชำระเงินโดยแบ่งเป็น 5 งวด ในงวดที่ 5 ผู้ร้องที่ 1 ตกลงยอมรับการให้เงินกู้จากผู้คัดค้าน 9,800,000 บาท โดยจะเริ่มต้นชำระเงินดังกล่าวคืนเมื่อมีการโอนสิ่งปลูกสร้างไปยังผู้ร้องที่ 1 หรือบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ซึ่งการโอนดังกล่าวจะเกิดขึ้นในวันหรือก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 โดยการชำระคืนเงินกู้จะเริ่มต้นในวันหรือก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2561 มีระยะเวลาในการชำระคืน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 จากยอดเงินคงค้าง และเป็นไปตามกำหนดการชำระเงินตามที่ระบุในภาคผนวก F (หรือ ฉ) และจะต้องมีการลงนามในสัญญาจำนำหุ้นเพื่อเป็นหลักประกันเงินกู้ตามที่ระบุในภาคผนวก G และ H (หรือ ช และ ซ) หลังทำสัญญาซื้อขายผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านบางส่วนและผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ผู้ร้องที่ 2 แล้ว ส่วนสิ่งปลูกสร้างยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้ร้องที่ 1 กำหนด ผู้คัดค้านให้ผู้ร้องที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) แต่ผู้ร้องที่ 1 ปฏิเสธ ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2562 ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้ผู้ร้องที่ 1 หรือผู้ร้องที่ 3 และขอให้ถือคำชี้ขาดแทนการแสดงเจตนา และให้ผู้คัดค้านชำระค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายพร้อมดอกเบี้ย รวมถึงส่งมอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งขอให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท แก่ผู้คัดค้าน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน และต้องชำระค่าขาดประโยชน์ให้แก่ผู้คัดค้าน 200,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน วันที่ 13 ธันวาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดโดยวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามกระทำผิดสัญญา ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะไม่โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างให้จนกว่าจะได้รับการชำระเงินเต็มจำนวน และมีคำชี้ขาดให้คู่พิพาทจะต้องดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์วิลล่าที่สำนักงานที่ดินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาพผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด และให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันชำระดอกเบี้ยรวม 1,067,260 บาท สำหรับคำขออื่นของผู้ร้องทั้งสามและผู้คัดค้าน อนุญาโตตุลาการเห็นว่าไม่มีมูล จึงไม่ชี้ขาดให้ตามขอ ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ชี้แจงคำชี้ขาด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 โดยในประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์นี้คณะอนุญาโตตุลาการจะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพร ซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน หรือในทางกลับกันตามมาตรา 5 และมาตรา 155 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเอื้อมพร

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ผู้คัดค้านได้โอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างไปให้แก่นางสาวเอื้อมพรไปก่อนแล้ว แม้นางสาวเอื้อมพรจะเป็นอดีตกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้าน แต่ก็ถือว่าเป็นคนละบุคคลกันกับผู้คัดค้านและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและคำชี้ขาดเพิ่มเติมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำชี้ขาดว่า ให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอน และจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้าน อันเป็นคำชี้ขาดที่มีผลบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ตอบแทนโดยให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรกลับมาเป็นของผู้คัดค้านแล้วโอนให้แก่ฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งการจะเพิกถอนนิติกรรมระหว่างผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรได้ต้องปรากฏว่าผู้คัดค้านกับนางสาวเอื้อมพรเป็นคู่พิพาทหรือคู่ความในคดี จึงจะบังคับได้ เมื่อนางสาวเอื้อมพรเป็นบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ การบังคับตามคำชี้ขาดในกรณีนี้จึงไม่อาจบังคับกับนางสาวเอื้อมพรบุคคลนอกคดีได้ คำชี้ขาดในส่วนที่จะให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านและนางสาวเอื้อมพรซึ่งเป็นผู้รับโอนและจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปยังผู้คัดค้าน และในทางกลับกันจะต้องดำเนินการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของผู้คัดค้านยอมรับการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างกลับไปยังผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ดังนั้น การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้ ในส่วนที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H ตามลำดับ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำชี้ขาด ทั้งที่ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งโดยขอเพียงให้ผู้ร้องทั้งสามชำระเงิน 9,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าขาดประโยชน์แก่ผู้คัดค้าน โดยไม่ได้มีคำขอให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ (MOA of Obligation Payment Security) และสัญญาจำนำหุ้นตามภาคผนวก G และ H แต่อย่างใด จึงเป็นคำชี้ขาดที่เกินคำขอของผู้คัดค้าน ไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์ของผู้ร้องทั้งสามในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการและคำชี้ขาดเพิ่มเติม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000049.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.755/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566