คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2566 ฉบับเต็ม

#693442
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 305/2566 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ บริษัท ฟ. โจทก์ร่วม นาย ศ. จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอด ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ เพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ชอบแล้ว การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวันจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 264, 265, 268, 341 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การดังกล่าวและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, (ที่ถูก และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 341) 341 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานปลอมเอกสาร ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารปลอม ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ฐานฉ้อโกง และฐานพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ (ที่ถูก และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 11 ปี 66 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ประเด็นที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอดเนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ลงนามในเอกสารการเรียกเก็บเงินไปยังสำนักงานประกันสังคมทุกครั้ง ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ การที่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 11 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้ประกันตนในวันแรก 5 คน วันที่สอง 1 คน วันที่สาม 3 คน และวันที่สี่ 2 คน รวม 11 คน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 11 กระทง ตามจำนวนผู้ประกันตนที่จำเลยปลอมเอกสารว่ามาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยมีลักษณะเป็นการก่อเหตุหลายครั้งมีเจตนาให้เกิดผลที่แยกกันเป็นครั้ง ๆ ไป การกระทำของจำเลยครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จตามจำนวนผู้ประกันตนที่เป็นผู้มาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วมแล้ว นั้น เห็นว่า แม้จำเลยปลอมเอกสารผู้ประกันตนหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันก็ตาม แต่โดยสภาพแห่งการกระทำความผิดอาจปลอมเอกสารของบุคคลหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันได้ ดังนี้ การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวัน จำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียง 4 กระทงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมข้อต่อไปว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า มูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้เกิดจากคลินิกของโจทก์ร่วมได้ว่าจ้างทันตแพทย์ประจำและทันตแพทย์ชั่วคราวเป็นรายวัน โดยให้เงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของรายได้คลินิกในแต่ละวัน และประกันรายได้ให้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 บาท แต่จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัดไม่ทำหน้าที่บริหารเวลาให้คลินิกของโจทก์ร่วมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท จนโจทก์ร่วมภาคทัณฑ์จำเลยว่า หากมีการทำรายได้ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาทโดยเกิดจากที่จำเลยไม่ยอมใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันนัดหมายกับคนไข้ โจทก์ร่วมจะหักเงินจำเลยวันละ 500 บาท และหากรายได้ของคลินิกต่ำกว่า 6,000 บาท ต่อวัน และรายได้ต่อเดือนของคลินิกต่ำกว่า 1,000,000 บาท จำเลยจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น ทั้งค่าคอมมิชชั่นที่จำเลยจะได้รับเป็นเงินเพียง 24.75 บาท ดังนี้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายเพื่อให้โจทก์ร่วมมีรายได้ในแต่ละวันและแต่ละเดือนตามที่โจทก์ร่วมต้องการ มิใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับจำเลยเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษเป็นการเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงโทษจำคุก ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด ซึ่งต้องบริหารเวลาให้มีคนไข้ไปใช้บริการคลินิกโจทก์ร่วมให้มีรายได้ต่อวันไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันการนัดหมายกับคนไข้ก่อนวันนัด1 วัน หากมีลูกค้ายกเลิกนัด จำเลยต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อนัดหมายลูกค้ารายอื่นเข้าไปใช้บริการแทน แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามที่โจทก์ร่วมมอบหมาย โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ด้านการเงิน จัดทำเวชระเบียน รับบัตรประจำตัวประชาชนของคนไข้ ออกใบเสร็จรับเงินและออกเอกสารแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม ปลอมใบแจ้งค่ารักษารายการรักษาทันตกรรม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน และแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม แล้วนำเอกสารและเอกสารสิทธิที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้เพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการกับเป็นเหตุให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีบอกเลิกบันทึกข้อตกลงการร่วมเป็นสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนกับคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งยังทำให้สำนักงานประกันสังคมและผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมได้รับความเสียหายอีกด้วย กรณีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (เทพ อิงคสิทธิ์-จาตุรงค์ สรนุวัตร-วิเชียร อภิรัตน์มนตรี) ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1789/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
693442
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดธัญบุรี",
        "judge": "นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายรุ่งเรือง ลำพองชาติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944478"
    }
}
date
2566
deka_no
305/2566
deka_running_no
305
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "เทพ อิงคสิทธิ์",
    "จาตุรงค์ สรนุวัตร",
    "วิเชียร อภิรัตน์มนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "บริษัท ฟ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ศ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 264, 265, 268, 341

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยขอถอนคำให้การดังกล่าวและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 265, (ที่ถูก และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 265, 341) 341 ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานปลอมเอกสาร ฐานปลอมเอกสารสิทธิ ฐานใช้เอกสารปลอม ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ฐานฉ้อโกง และฐานพยายามฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิ (ที่ถูก และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 11 ปี 66 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปีรวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้น เห็นว่า จำเลยอุทธรณ์ประเด็นที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยมีรายละเอียดว่า โจทก์ร่วมรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยมาโดยตลอดเนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นผู้ลงนามในเอกสารการเรียกเก็บเงินไปยังสำนักงานประกันสังคมทุกครั้ง ถือว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยด้วย ซึ่งการวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องย้อนไปวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยกล่าวอ้าง มิใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ การที่จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงนั้นในชั้นอุทธรณ์เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยเพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 11 กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อผู้ประกันตนในวันแรก 5 คน วันที่สอง 1 คน วันที่สาม 3 คน และวันที่สี่ 2 คน รวม 11 คน ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวของแต่ละคนและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจึงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดรวม 11 กระทง ตามจำนวนผู้ประกันตนที่จำเลยปลอมเอกสารว่ามาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วม และโจทก์ร่วมฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยมีลักษณะเป็นการก่อเหตุหลายครั้งมีเจตนาให้เกิดผลที่แยกกันเป็นครั้ง ๆ ไป การกระทำของจำเลยครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จตามจำนวนผู้ประกันตนที่เป็นผู้มาใช้บริการที่คลินิกของโจทก์ร่วมแล้ว นั้น เห็นว่า แม้จำเลยปลอมเอกสารผู้ประกันตนหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันก็ตาม แต่โดยสภาพแห่งการกระทำความผิดอาจปลอมเอกสารของบุคคลหลายคนในวันเดียวต่างวาระกันได้ ดังนี้ การกระทำความผิดในแต่ละวันเกิดเหตุจะเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่จำเลยมีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากจำนวนของผู้ประกันตนที่ถูกปลอมเอกสารแต่ละคนเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า วันเกิดเหตุแต่ละวัน จำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอม แล้วจำเลยนำเอกสารที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงเพื่อฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม ดังนี้ เห็นได้ว่าจำเลยทำเอกสารและเอกสารสิทธิปลอมเพื่อจะนำไปใช้ฉ้อโกงและพยายามฉ้อโกงโจทก์ร่วม อันเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียวเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว การกระทำของจำเลยแต่ละวันเกิดเหตุจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียง 4 กระทงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมข้อต่อไปว่า โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจว่า มูลเหตุที่จำเลยกระทำความผิดครั้งนี้เกิดจากคลินิกของโจทก์ร่วมได้ว่าจ้างทันตแพทย์ประจำและทันตแพทย์ชั่วคราวเป็นรายวัน โดยให้เงินค่าจ้างร้อยละ 50 ของรายได้คลินิกในแต่ละวัน และประกันรายได้ให้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 บาท แต่จำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัดไม่ทำหน้าที่บริหารเวลาให้คลินิกของโจทก์ร่วมมีรายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท จนโจทก์ร่วมภาคทัณฑ์จำเลยว่า หากมีการทำรายได้ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาทโดยเกิดจากที่จำเลยไม่ยอมใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันนัดหมายกับคนไข้ โจทก์ร่วมจะหักเงินจำเลยวันละ 500 บาท และหากรายได้ของคลินิกต่ำกว่า 6,000 บาท ต่อวัน และรายได้ต่อเดือนของคลินิกต่ำกว่า 1,000,000 บาท จำเลยจะไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น ทั้งค่าคอมมิชชั่นที่จำเลยจะได้รับเป็นเงินเพียง 24.75 บาท ดังนี้ การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยมุ่งหมายเพื่อให้โจทก์ร่วมมีรายได้ในแต่ละวันและแต่ละเดือนตามที่โจทก์ร่วมต้องการ มิใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์สำหรับจำเลยเอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี ก่อนลดโทษเป็นการเหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงโทษจำคุก ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้จัดการฝึกหัด ซึ่งต้องบริหารเวลาให้มีคนไข้ไปใช้บริการคลินิกโจทก์ร่วมให้มีรายได้ต่อวันไม่ต่ำกว่าวันละ 6,000 บาท โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อยืนยันการนัดหมายกับคนไข้ก่อนวันนัด1 วัน หากมีลูกค้ายกเลิกนัด จำเลยต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อนัดหมายลูกค้ารายอื่นเข้าไปใช้บริการแทน แต่จำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามที่โจทก์ร่วมมอบหมาย โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยมีหน้าที่ด้านการเงิน จัดทำเวชระเบียน รับบัตรประจำตัวประชาชนของคนไข้ ออกใบเสร็จรับเงินและออกเอกสารแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม ปลอมใบแจ้งค่ารักษารายการรักษาทันตกรรม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน และแบบแสดงการใช้สิทธิบริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรม แล้วนำเอกสารและเอกสารสิทธิที่ทำปลอมดังกล่าวไปใช้เพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์และคลินิกมีรายได้จากการบริการทางการแพทย์จากบุคคลดังกล่าว ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการกับเป็นเหตุให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีบอกเลิกบันทึกข้อตกลงการร่วมเป็นสถานพยาบาลในการให้บริการทางการแพทย์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนกับคลินิกทันตกรรมของโจทก์ร่วมตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งยังทำให้สำนักงานประกันสังคมและผู้ประกันตนกับสำนักงานประกันสังคมได้รับความเสียหายอีกด้วย กรณีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและเป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000055.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1789/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566