คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2384/2566 ฉบับเต็ม

#693665
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2384/2566 พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ นางสาว ข. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 174 วรรคท้าย สภาพแห่งข้อหาคดีนี้อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม โดยเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ข้อเท็จจริงเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้ว่าธนบัตรของกลางในคดีนี้เป็นธนบัตรปลอม ซึ่งจำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธต่อสู้คดีว่า ธนบัตรของกลางเป็นของ อ. โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น แม้หากสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโท ม. ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุม และ อ. เจ้าของธนบัตรปลอมของกลาง ก็ได้ความแต่เพียงว่าพันตำรวจโท ม. ร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 3 เพื่อจับกุม อ. เจ้าของธนบัตรปลอมของกลางเท่านั้น พยานทั้งสองปากดังกล่าวยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดหรือบริสุทธิ์ เนื่องจากยังมิใช่พยานสำคัญเกี่ยวกับสภาพแห่งข้อหาและข้อต่อสู้โดยตรงในความรับรู้ของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับธนบัตรของกลางว่าในขณะที่รับไว้นั้นจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจงดสืบพยานทั้งสองปากของจำเลยที่ 3 มานั้น จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 174 วรรคท้าย แล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 244, 247 ริบธนบัตรปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโทมั่นวัตร และนายอิทธิพัทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 247 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247, 83) จำคุกคนละ 2 ปี ริบธนบัตรปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษา จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งระหว่างพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการบริษัท อ. ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างและประกอบกิจการค้าตราสารแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 มีอาชีพรับแลกเปลี่ยนเงินตรา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายอิทธิพัทธิ์หรือหนุ่ม ได้นำธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ รุ่นปี 2006 จำนวน 398 ฉบับ มาแลกเงินกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ตกลงคิดค่าตรวจสอบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ให้มาตรวจดูธนบัตรดังกล่าว แล้วจำเลยทั้งสามก็ร่วมกันตรวจนับจำนวนธนบัตร ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำธนบัตรไปตรวจสอบที่ร้าน ย. ในห้างสรรพสินค้า ด. แต่ตรวจสอบไม่ได้เนื่องจากเจ้าของร้านไม่อยู่ จำเลยที่ 1 จึงติดต่อหาร้านแล้วร่วมกับจำเลยที่ 2 นำธนบัตรดังกล่าวไปที่ร้าน ท. ซึ่งทางร้านตรวจสอบจากเครื่องตรวจธนบัตรแล้วปรากฏว่าเป็นธนบัตรปลอมทั้งหมด เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดธนบัตรทั้งหมดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นของกลาง จากนั้นได้มีการตรวจสอบธนบัตรดังกล่าวซ้ำอีกและยืนยันได้ว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม ต่อมาร้อยตำรวจโทณเรศน์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 3 ครั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานปากพันตำรวจโทมั่นวัตร หัวหน้าชุดจับกุม และนายอิทธิพัทธิ์ เจ้าของธนบัตรของกลาง ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 3 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 3 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาคดีนี้อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม โดยเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วนั้น ข้อเท็จจริงเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้แล้วว่าธนบัตรของกลางในคดีนี้เป็นธนบัตรปลอม ซึ่งจำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธต่อสู้คดีว่า ธนบัตรของกลางเป็นของนายอิทธิพัทธิ์ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น แม้หากสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโทมั่นวัตรซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุม และนายอิทธิพัทธิ์เจ้าของธนบัตรปลอมของกลาง ก็ได้ความแต่เพียงว่าพันตำรวจโทมั่นวัตรร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 3 เพื่อจับกุมนายอิทธิพัทธิ์เจ้าของธนบัตรปลอมของกลางเท่านั้น พยานทั้งสองปากดังกล่าวยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดหรือบริสุทธิ์ เนื่องจากยังมิใช่พยานสำคัญเกี่ยวกับสภาพแห่งข้อหาและข้อต่อสู้โดยตรงในความรับรู้ของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับธนบัตรของกลางว่าในขณะที่รับไว้นั้นจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจงดสืบพยานทั้งสองปากของจำเลยที่ 3 มานั้น จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่า เป็นธนบัตรปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนางสาวจุฑาทิพย์ และนายพศิน ซึ่งเป็นพนักงานร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราของร้าน ย. และร้าน ท. เบิกความยืนยันเกี่ยวกับธนบัตรของกลางได้ความว่า ธนบัตรของกลางที่นำมาแลกนั้นเป็นธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ รุ่นปี 2006 มีสภาพค่อนข้างใหม่เหมือนยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการพลิกดูและสัมผัสด้วยมือแล้วนั้น มีสภาพสี ลักษณะเนื้อกระดาษและน้ำหนักแตกต่างจากธนบัตรที่แท้จริง พยานทั้งสองจึงไม่ได้รับแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลาง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมส่อแสดงให้เห็นได้ว่าธนบัตรของกลางมีลักษณะและสภาพเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นธนบัตรปลอมโดยไม่จำต้องใช้เครื่องตรวจสอบธนบัตรแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นผู้รับไว้ซึ่งธนบัตรของกลางเพื่อนำไปแลกเปลี่ยน และเป็นผู้ร่วมกันตรวจนับธนบัตรของกลางซึ่งมีจำนวนถึง 398 ฉบับ อันมีมูลค่าสูง จึงย่อมต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการตรวจสอบถึงความแท้จริงถูกต้องในเบื้องต้นของธนบัตรที่รับไว้ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 เองก็เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 1 และมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลางมาตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยธนบัตรของกลาง แม้ว่าในขณะนั้นจำเลยที่ 3 มิได้อยู่ร่วมด้วยก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีและพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ที่รับไว้และดำเนินการเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลางมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ตามหมายจับ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่รู้และไม่อาจทราบได้ว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม และจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนประกอบจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้ออื่นเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 3 เพราะไม่มีเหตุและเป็นผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อสุดท้ายว่า คดีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาโดยรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า สภาพความผิดคดีนี้เป็นการกระทำเกี่ยวกับเงินตราของต่างประเทศ อีกทั้งธนบัตรของกลางมีจำนวนมากและมูลค่าสูง หากมีการนำออกใช้ย่อมแพร่หลายกระทบต่อความมั่นคงและสภาวะเศรษฐกิจโดยส่วนรวม จึงเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 3 จะมีภาระต้องดูแลครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 หรือรอการกำหนดโทษไว้ก่อน อีกทั้งโทษจำคุก 2 ปี ก็นับว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ทรงพล สงวนพงศ์-จรรยา จีระเรืองรัตนา) ศาลจังหวัดพัทยา - นายณัฐพล อนุเมธางกูร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายประดิษฐ์พงศ์ ชิตวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.22/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
693665
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายณัฐพล อนุเมธางกูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายประดิษฐ์พงศ์ ชิตวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081943696"
    }
}
date
2566
deka_no
2384/2566
deka_running_no
2384
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ทรงพล สงวนพงศ์",
    "จรรยา จีระเรืองรัตนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 174 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ข. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 244, 247 ริบธนบัตรปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโทมั่นวัตร และนายอิทธิพัทธิ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244, 247 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247, 83) จำคุกคนละ 2 ปี ริบธนบัตรปลอมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษา

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งระหว่างพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความ ฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการบริษัท อ. ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างและประกอบกิจการค้าตราสารแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 มีอาชีพรับแลกเปลี่ยนเงินตรา เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายอิทธิพัทธิ์หรือหนุ่ม ได้นำธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ รุ่นปี 2006 จำนวน 398 ฉบับ มาแลกเงินกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ตกลงคิดค่าตรวจสอบธนบัตรฉบับละ 100 บาท จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 ให้มาตรวจดูธนบัตรดังกล่าว แล้วจำเลยทั้งสามก็ร่วมกันตรวจนับจำนวนธนบัตร ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 จำเลยทั้งสามร่วมกันนำธนบัตรไปตรวจสอบที่ร้าน ย. ในห้างสรรพสินค้า ด. แต่ตรวจสอบไม่ได้เนื่องจากเจ้าของร้านไม่อยู่ จำเลยที่ 1 จึงติดต่อหาร้านแล้วร่วมกับจำเลยที่ 2 นำธนบัตรดังกล่าวไปที่ร้าน ท. ซึ่งทางร้านตรวจสอบจากเครื่องตรวจธนบัตรแล้วปรากฏว่าเป็นธนบัตรปลอมทั้งหมด เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้จับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดธนบัตรทั้งหมดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นของกลาง จากนั้นได้มีการตรวจสอบธนบัตรดังกล่าวซ้ำอีกและยืนยันได้ว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม ต่อมาร้อยตำรวจโทณเรศน์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 3 ครั้นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามถูกฟ้องกล่าวหาเป็นคดีนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลมีคำสั่งงดสืบพยานปากพันตำรวจโทมั่นวัตร หัวหน้าชุดจับกุม และนายอิทธิพัทธิ์ เจ้าของธนบัตรของกลาง ซึ่งเป็นพยานจำเลยที่ 3 คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 3 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาคดีนี้อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม โดยเมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วนั้น ข้อเท็จจริงเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้แล้วว่าธนบัตรของกลางในคดีนี้เป็นธนบัตรปลอม ซึ่งจำเลยที่ 3 นำสืบปฏิเสธต่อสู้คดีว่า ธนบัตรของกลางเป็นของนายอิทธิพัทธิ์ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ทราบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้กระทำความผิด ดังนั้น แม้หากสืบพยานจำเลยที่ 3 ปากพันตำรวจโทมั่นวัตรซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุม และนายอิทธิพัทธิ์เจ้าของธนบัตรปลอมของกลาง ก็ได้ความแต่เพียงว่าพันตำรวจโทมั่นวัตรร่วมวางแผนกับจำเลยที่ 3 เพื่อจับกุมนายอิทธิพัทธิ์เจ้าของธนบัตรปลอมของกลางเท่านั้น พยานทั้งสองปากดังกล่าวยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดหรือบริสุทธิ์ เนื่องจากยังมิใช่พยานสำคัญเกี่ยวกับสภาพแห่งข้อหาและข้อต่อสู้โดยตรงในความรับรู้ของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับธนบัตรของกลางว่าในขณะที่รับไว้นั้นจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจงดสืบพยานทั้งสองปากของจำเลยที่ 3 มานั้น จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 วรรคท้าย แล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่า เป็นธนบัตรปลอมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีนางสาวจุฑาทิพย์ และนายพศิน ซึ่งเป็นพนักงานร้านรับแลกเปลี่ยนเงินตราของร้าน ย. และร้าน ท. เบิกความยืนยันเกี่ยวกับธนบัตรของกลางได้ความว่า ธนบัตรของกลางที่นำมาแลกนั้นเป็นธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ชนิดราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐ รุ่นปี 2006 มีสภาพค่อนข้างใหม่เหมือนยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการพลิกดูและสัมผัสด้วยมือแล้วนั้น มีสภาพสี ลักษณะเนื้อกระดาษและน้ำหนักแตกต่างจากธนบัตรที่แท้จริง พยานทั้งสองจึงไม่ได้รับแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลาง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมส่อแสดงให้เห็นได้ว่าธนบัตรของกลางมีลักษณะและสภาพเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นธนบัตรปลอมโดยไม่จำต้องใช้เครื่องตรวจสอบธนบัตรแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 3 ซึ่งมีอาชีพเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นผู้รับไว้ซึ่งธนบัตรของกลางเพื่อนำไปแลกเปลี่ยน และเป็นผู้ร่วมกันตรวจนับธนบัตรของกลางซึ่งมีจำนวนถึง 398 ฉบับ อันมีมูลค่าสูง จึงย่อมต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในการตรวจสอบถึงความแท้จริงถูกต้องในเบื้องต้นของธนบัตรที่รับไว้ นอกจากนี้จำเลยที่ 3 เองก็เป็นผู้ติดต่อจำเลยที่ 1 และมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลางมาตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมพร้อมด้วยธนบัตรของกลาง แม้ว่าในขณะนั้นจำเลยที่ 3 มิได้อยู่ร่วมด้วยก็ตาม พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีและพฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ที่รับไว้และดำเนินการเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนธนบัตรของกลางมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้ตามหมายจับ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 3 ไม่รู้และไม่อาจทราบได้ว่าธนบัตรของกลางเป็นธนบัตรปลอม และจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยปราศจากพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนประกอบจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้ออื่นเกี่ยวกับความผิดของจำเลยที่ 3 เพราะไม่มีเหตุและเป็นผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อสุดท้ายว่า คดีมีเหตุให้ลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาโดยรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า สภาพความผิดคดีนี้เป็นการกระทำเกี่ยวกับเงินตราของต่างประเทศ อีกทั้งธนบัตรของกลางมีจำนวนมากและมูลค่าสูง หากมีการนำออกใช้ย่อมแพร่หลายกระทบต่อความมั่นคงและสภาวะเศรษฐกิจโดยส่วนรวม จึงเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 3 จะมีภาระต้องดูแลครอบครัว ก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 หรือรอการกำหนดโทษไว้ก่อน อีกทั้งโทษจำคุก 2 ปี ก็นับว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000049.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.22/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566