ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2833/2566
นางสาว จ. กับพวก
โจทก์
นาง พ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ส. กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง
หนังสือแจ้งความจำนงชำระเงินที่ยืมมีข้อความว่า ธ. ได้ยืมเงินจากผู้ตาย จำนวน 1,000,000 บาท โดยผู้ตายให้ ธ. ผ่อนชำระเดือนละ 4,000 บาท จนเดือนสิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย ธ. ผ่อนชำระไปแล้ว 48,000 บาท คงเหลือ 952,000 บาท และจะขอผ่อนชำระกับโจทก์ทั้งสอง (ภริยาผู้ตาย) เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ และ ธ. ได้เบิกความยอมรับว่าเป็นผู้ทำเอกสารดังกล่าวด้วยตนเองโดยทำขึ้นหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เหตุที่ทำเอกสารดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ทั้งสองทวงถามเงินจาก ธ. เมื่อ ธ. มีความรับผิดที่จะต้องชำระหนี้แก่ผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นจะเรียกให้ชำระแก่กองมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้ ธ. ชำระหนี้แก่กองมรดกเท่านั้น สิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่อาจแบ่งแยกแก่โจทก์ทั้งสองได้ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย ธ. ได้ชำระเงินคืนแก่กองมรดกเพียงใด จึงยังไม่มีตัวเงินที่จะแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกต้องไปว่ากล่าวเรียกร้องให้ ธ. ชำระหนี้แก่กองมรดกเพื่อรวบรวมและแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสองต่อไป
___________________________
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมกิจ ชำระเงิน 3,732,076.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง
จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ
จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมกิจ แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากชื่อบัญชี นายสมกิจ ธนาคาร อ. และธนาคาร ก. รวมทั้งสิ้น 5 บัญชี ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 1,535,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นคนละ 1 ส่วนใน 3 ส่วน นับแต่วันที่ปรับปรุงรายการในสมุดบัญชีเงินฝากครั้งสุดท้าย ธนาคาร อ. บัญชีเลขที่ 02004189xxxx นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และบัญชีเลขที่ 30003376xxxx นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 ธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 032 – 1 – 17xxx - x นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2562 บัญชีเลขที่ 368 – 2 – 40xxx - x นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2561 และบัญชีเลขที่ 368 – 2 – 00xxx - x นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับแบ่งเงินเสร็จสิ้น และแบ่งเงินที่ได้จากนายธานินทร์ กู้ยืมไปให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 317,333.33 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมกิจ แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากชื่อบัญชี นายสมกิจ ธนาคาร อ. และธนาคาร ก. รวมทั้งสิ้น 5 บัญชี ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,390,038.47 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสมกิจ ผู้ตาย โดยโจทก์ที่ 1 อยู่กินกับผู้ตายตั้งแต่ปี 2509 มีบุตรด้วยกัน 7 คน โจทก์ที่ 2 อยู่กินกับผู้ตายตั้งแต่ปี 2515 มีบุตรด้วยกัน 5 คน ต่อมาปี 2521 ผู้ตายอยู่กินกับนางสาวอนันต์ มีบุตรด้วยกัน 2 คน จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนางสาวอนันต์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ผู้ตายมีทรัพย์สินคือเงินฝากในบัญชีธนาคาร 5 บัญชี เป็นเงินทั้งสิ้น 4,646,115.42 บาท นายธานินทร์ บุตรของผู้ตายกับโจทก์ที่ 2 ทำหนังสือแจ้งความจำนงขอผ่อนชำระเงินที่ยืมมาจากผู้ตายเป็นค่าสินสอด 1,000,000 บาท คงค้างชำระ 952,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องแบ่งเงินที่นายธานินทร์กู้ยืมไปจากผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งความจำนงชำระเงินที่ยืมมาเป็นค่าสินสอด มีข้อความว่า นายธานินทร์ ได้ยืมเงินค่าสินสอดจากผู้ตาย จำนวน 1,000,000 บาท โดยผู้ตายให้นายธานินทร์ผ่อนชำระเดือนละ 4,000 บาท จนเดือนสิงหาคม 2561 ผู้ตายถึงแก่ความตาย นายธานินทร์ผ่อนชำระเงินไปแล้ว 48,000 บาท คงเหลือ 952,000 บาท และจะขอผ่อนชำระกับโจทก์ทั้งสองเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ และนายธานินทร์ได้เบิกความยอมรับว่าเป็นผู้ทำเอกสาร ดังกล่าวด้วยตนเองโดยทำขึ้นหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว เหตุที่ทำเอกสารดังกล่าวเนื่องจากโจทก์ทั้งสองทวงถามเงินสินสอดจากนายธานินทร์ เมื่อนายธานินทร์มีความรับผิดที่จะต้องชำระหนี้ค่าสินสอดแก่ผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นจะเรียกให้ชำระแก่กองมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีเพียงสิทธิเรียกร้องให้นายธานินทร์ชำระหนี้แก่กองมรดกเท่านั้น สิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่อาจแบ่งแยกแก่โจทก์ทั้งสองได้ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย นายธานินทร์ได้ชำระเงินคืนแก่กองมรดกเพียงใด จึงยังไม่มีตัวเงินในส่วนนี้ที่จะแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกต้องไปว่ากล่าวเรียกร้องให้นายธานินทร์ชำระหนี้แก่กองมรดกเพื่อรวบรวมและแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสองต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองนำหนี้ของนายธานินทร์ดังกล่าวไปรวมกับเงินฝากในบัญชีธนาคารทั้ง 5 บัญชีตามฟ้องแล้วแบ่งให้โจทก์ทั้งสองจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย
อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดยอดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารตามฟ้องรวม 5 บัญชีเป็นเงิน 4,646,115.42 บาท เกินกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด ทั้งที่โจทก์ทั้งสองมิได้อุทธรณ์ จึงเป็นการกำหนดยอดเงินที่ไม่ชอบ เห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องเป็นยอดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวม 5 บัญชี เป็นเงิน 4,606,027.02 บาท นอกจากนี้คดีนี้โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินในแต่ละบัญชีของผู้ตายนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคนละ 1 ใน 3 ส่วน นับแต่วันที่ปรับปรุงรายการในสมุดบัญชีเงินฝากครั้งสุดท้าย ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ตามที่โจทก์ขอ ธนาคาร อ. บัญชีเลขที่ 020 – 0 – 4189xxx - x นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และบัญชีเลขที่ 300 – 0 – 3376xxx - x นับแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2561 ธนาคาร ก. บัญชีเลขที่ 032 – 1 – 17xxx – x นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2562 บัญชีเลขที่ 368 – 2 – 40xxx – x นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2561 และบัญชีเลขที่ 368 – 2 – 00xxx – x นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับแบ่งเงินเสร็จสิ้น จึงเกินคำขอของโจทก์เป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมกิจ แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากชื่อบัญชี นายสมกิจ ธนาคาร อ. และธนาคาร ก. รวมทั้งสิ้น 5 บัญชี ให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 1,535,342.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามบัญชีเงินฝากในธนาคารแต่ละธนาคารประกาศกำหนดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ขจรศักดิ์ บุญเกษม-เอกวิทย์ วัชชวัลคุ-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล)
ศาลจังหวัดนครปฐม - นายอุดม มีแสง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางอรทัศน์ อุดมโชค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.327/2565
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ