คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2544 ฉบับเต็ม

#69449
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6627/2544 นางเยื้อน จูตะกานนท์ โจทก์ นางสาวรัตนา จูตะกานนท์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 38, มาตรา 41 ป.วิ.พ. มาตรา 197 (เดิม), มาตรา 209 (เดิม) จำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 213 จังหวัดชลบุรี ตามฟ้องและจำเลยมีที่อยู่ทางทะเบียน ณ บ้านดังกล่าวตลอดมา การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยรวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ บ้านดังกล่าว แต่จำเลยไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้มากกว่า 10 ปีแล้ว โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 518/136 กับ บ้านเลขที่ 81/6 และไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้าน 2 หลังนี้โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านเลขที่ 213 อีกเลย แต่ยังมิได้ย้ายทะเบียนออกจากบ้านหลังนี้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่ง ดังนี้ แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านเลขที่ 213 ดังกล่าว จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อจำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องนี้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๙๒๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเก็บค่าเช่าห้องแถว ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินและให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ ๔๘,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเก็บค่าเช่าตามสิทธิเก็บกินของโจทก์ กับให้จำเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเนื่องจากจำเลยเพียงแต่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านตามภูมิลำเนาในฟ้อง แต่จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง จำเลยเพิ่งทราบว่า ถูกฟ้องเมื่อมีผู้นำคำบังคับมาส่งให้จำเลยที่บ้านที่จำเลยพักอาศัย จำเลยไม่ได้ให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์และการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์คัดค้านว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยละเอียดซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และการที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่มีผลเท่ากับเป็นการยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีของจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒ จำเลยมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนตามภูมิลำเนาในฟ้อง การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาในฟ้องจึงเป็นการส่งโดยชอบ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด เป็นการจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ส่วนปัญหาอื่น ๆ คงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า จำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๑๓ จังหวัดชลบุรี และมีที่อยู่ทางทะเบียน ณ บ้านดังกล่าวตลอดมา การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยรวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ บ้านดังกล่าว แต่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้มากกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๕๑๘/๑๓๖ จังหวัดชลบุรี กับบ้านเลขที่ ๘๑/๖ จังหวัดชลบุรี และไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้าน ๒ หลังนี้โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านเลขที่ ๒๑๓ อีกเลย แต่ยังมิได้ย้ายทะเบียนออกจากบ้านหลังนี้ จำเลยได้รับเอกสารเพียงฉบับเดียวคือ คำบังคับ ซึ่งหลานของจำเลยนำไปให้จำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพราะโจทก์มิได้นำสืบหักล้างและมิได้ฎีกาโต้เถียง กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งทำนองเดียวกันกับโจทก์ที่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ ๒๑๓ จังหวัดชลบุรี แต่โจทก์ระบุที่อยู่ของตนไว้ในคำฟ้องว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๔๓ จังหวัดชลบุรี ดังนี้ แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านเลขที่ ๒๑๓ ดังกล่าว จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่ กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องคดีนี้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) ศาลจังหวัดชลบุรี - นางสาวภัทรพร จักรางกูร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิศณุ เลื่อมสำราญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69449
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นางสาวภัทรพร จักรางกูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายวิศณุ เลื่อมสำราญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062449"
    }
}
date
2544
deka_no
6627/2544
deka_running_no
6627
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 38",
            "ม. 41"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 197 (เดิม)",
            "ม. 209 (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางเยื้อน จูตะกานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวรัตนา จูตะกานนท์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๙๒๑,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเก็บค่าเช่าห้องแถว ซึ่งโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิเก็บกินและให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เดือนละ ๔๘,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเก็บค่าเช่าตามสิทธิเก็บกินของโจทก์ กับให้จำเลย ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยอ้างว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเนื่องจากจำเลยเพียงแต่มีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านตามภูมิลำเนาในฟ้อง แต่จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง จำเลยเพิ่งทราบว่า ถูกฟ้องเมื่อมีผู้นำคำบังคับมาส่งให้จำเลยที่บ้านที่จำเลยพักอาศัย จำเลยไม่ได้ให้สิทธิเก็บกินแก่โจทก์และการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์คัดค้านว่า คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยไม่ได้กล่าวโดยละเอียดซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาล และการที่จำเลยยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่มีผลเท่ากับเป็นการยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นบุพการีของจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๖๒ จำเลยมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนตามภูมิลำเนาในฟ้อง การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยตามภูมิลำเนาในฟ้องจึงเป็นการส่งโดยชอบ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด เป็นการจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ส่วนปัญหาอื่น ๆ คงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า จำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๒๑๓ จังหวัดชลบุรี และมีที่อยู่ทางทะเบียน ณ บ้านดังกล่าวตลอดมา การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยรวมทั้งหมายนัดสืบพยานโจทก์ ส่งได้โดยวิธีปิดหมายไว้ ณ บ้านดังกล่าว แต่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านหลังนี้มากกว่า ๑๐ ปีแล้ว โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๕๑๘/๑๓๖ จังหวัดชลบุรี กับบ้านเลขที่ ๘๑/๖ จังหวัดชลบุรี และไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้าน ๒ หลังนี้โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านเลขที่ ๒๑๓ อีกเลย แต่ยังมิได้ย้ายทะเบียนออกจากบ้านหลังนี้ จำเลยได้รับเอกสารเพียงฉบับเดียวคือ คำบังคับ ซึ่งหลานของจำเลยนำไปให้จำเลยเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒ ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้เพราะโจทก์มิได้นำสืบหักล้างและมิได้ฎีกาโต้เถียง กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยมีภูมิลำเนาหลายแห่งทำนองเดียวกันกับโจทก์ที่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ ๒๑๓ จังหวัดชลบุรี แต่โจทก์ระบุที่อยู่ของตนไว้ในคำฟ้องว่าอยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๔๓ จังหวัดชลบุรี ดังนี้ แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยโดยการปิดหมายไว้ ณ บ้านเลขที่ ๒๑๓ ดังกล่าว จะเป็นการส่งโดยชอบก็ตาม แต่ปัญหาว่าการส่งหมายเป็นไปโดยชอบหรือไม่ กับปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดหรือไม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและหมายนัดสืบพยานโจทก์ และจำเลยไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องคดีนี้ จึงไม่อาจถือว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001095.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544