คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7332/2544 ฉบับเต็ม

#69452
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7332/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสุพรรณหรือชัยพรรณ คนบุญ จำเลย ป.อ. มาตรา 22, มาตรา 95 (5), มาตรา 371 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6), มาตรา 185, มาตรา 195, มาตรา 215, มาตรา 225 จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ยกขึ้นอ้างไว้ในฟ้องอุทธรณ์เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้สำหรับจัดระเบียบสังคมให้ผู้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันด้วยความปกติสุข เมื่อจำเลยกระทำผิดก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมแล้ว จำเลยจึงต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดเรื่องนั้น ๆ จำเลยกระทำผิดในคดีอาญาเป็นการกระทำต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาอีกคดีหนึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง เป็นการใช้ดุลพินิจชอบ ไม่ได้ขัดต่อสิทธิมนุษยชนใด ๆ ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตามมาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เกิน 1 ปีคดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 91 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 91 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเนื่องจากจำเลยนำสืบปฏิเสธ แต่คำรับในชั้นสอบสวนเป็นลักษณะรู้สำนึกผิดมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำรับสารภาพความผิดฐานอื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 10 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่บ้านเกิดเหตุ เนื่องจากความผิดของจำเลยในข้อหาฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ความมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ได้ว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรู้สึกอึดอัดใจเพราะถูกผู้ตายด่าจึงชักอาวุธปืนออกมาขู่และหลงร้องโวยวายดันอาวุธปืนไปที่แขนผู้ตายทำให้ปากกระบอกปืนทิ่มที่เต้านมผู้ตาย ผู้ตายโมโหและตกใจใช้มือปัดอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ แต่จำเลยได้ดึงอาวุธปืนกลับแล้ว อาวุธปืนเกิดลั่นถูกผู้ตาย โดยจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูนทำให้จำเลยต้องถูกจำคุกนานถึง 44 ปี 10 เดือน ถือได้ว่าเป็นการปิดกั้นมิให้จำเลยกลับใจเข้าสู่สภาพสังคมที่ดีได้โดยเร็ว ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและสิทธิมนุษยชนโดยแท้นั้น เห็นว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้สำหรับจัดระเบียบสังคมให้ผู้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันด้วยความปกติสุข เมื่อผู้ใดในสังคมหรือจำเลยกระทำผิดก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมแล้ว จำเลยจึงต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดเรื่องนั้น ๆ ทั้งการที่จำเลยกระทำผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน และคดีเรื่องนี้เป็นการกระทำต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจชอบแล้ว ไม่ได้ขัดต่อสิทธิมนุษยชนใด ๆ ดังเช่นที่จำเลยฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นั้น มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เกิน 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. (พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ศาลจังหวัดอาญา - นายรังสรรค์ กุลาเลิศ ศาลอุทธรณ์ - นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69452
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอาญา",
        "judge": "นายรังสรรค์ กุลาเลิศ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061379"
    }
}
date
2544
deka_no
7332/2544
deka_running_no
7332
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 95 (5)",
            "ม. 371"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (6)",
            "ม. 185",
            "ม. 195",
            "ม. 215",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุพรรณหรือชัยพรรณ คนบุญ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 91 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 371, 91 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง) ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพฐานฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาเนื่องจากจำเลยนำสืบปฏิเสธ แต่คำรับในชั้นสอบสวนเป็นลักษณะรู้สำนึกผิดมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 จำคุก 33 ปี 4 เดือน คำรับสารภาพความผิดฐานอื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 34 ปี 10 เดือน ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นเหตุทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายที่บ้านเกิดเหตุ เนื่องจากความผิดของจำเลยในข้อหาฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ความมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ได้ว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรู้สึกอึดอัดใจเพราะถูกผู้ตายด่าจึงชักอาวุธปืนออกมาขู่และหลงร้องโวยวายดันอาวุธปืนไปที่แขนผู้ตายทำให้ปากกระบอกปืนทิ่มที่เต้านมผู้ตาย ผู้ตายโมโหและตกใจใช้มือปัดอาวุธปืนที่จำเลยถืออยู่ แต่จำเลยได้ดึงอาวุธปืนกลับแล้ว อาวุธปืนเกิดลั่นถูกผู้ตาย โดยจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูนทำให้จำเลยต้องถูกจำคุกนานถึง 44 ปี 10 เดือน ถือได้ว่าเป็นการปิดกั้นมิให้จำเลยกลับใจเข้าสู่สภาพสังคมที่ดีได้โดยเร็ว ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและสิทธิมนุษยชนโดยแท้นั้น เห็นว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้สำหรับจัดระเบียบสังคมให้ผู้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันด้วยความปกติสุข เมื่อผู้ใดในสังคมหรือจำเลยกระทำผิดก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมแล้ว จำเลยจึงต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดเรื่องนั้น ๆ ทั้งการที่จำเลยกระทำผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน และคดีเรื่องนี้เป็นการกระทำต่างกรรมกัน การที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 612/2541 ของศาลจังหวัดลำพูน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจชอบแล้ว ไม่ได้ขัดต่อสิทธิมนุษยชนใด ๆ ดังเช่นที่จำเลยฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นั้น มีโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 เกิน 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้คงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001085.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544