คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6877/2544 ฉบับเต็ม

#69458
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6877/2544 นางสาวสุพักตร์ แซ่ตัน โจทก์ บริษัทบุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 582 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 121 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา ข้อ 46 ทวิ สัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันที่มีคำสั่งเลิกจ้างจนถึงวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 582 เป็นเวลา 44 วัน โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับสินจ้างหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายรวม 60 วัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121 วรรคสอง และชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน แต่ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ยังมิได้ใช้บังคับ อุทธรณ์ของโจทก์พออนุโลมได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ทวิ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างด้วยเหตุผลตามที่ข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ การที่มีผู้ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศของจำเลยไป แม้มิได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์ หรือสืบเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยก็ตาม แต่ผู้ที่ร่วมกันยักยอกเงินดังกล่าวเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นภายในหน่วยงานที่โจทก์รับผิดชอบย่อมมีเหตุผลให้จำเลยเชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยงานของโจทก์ต้องมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 100,605 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 201,209.40 บาท และค่าเสีหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าน้ำมันรถที่จำเลยอนุมัติจ่ายให้แก่โจทก์มีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานและมีอัตราเท่ากันทุกเดือน ค่าน้ำมันรถดังกล่าวจึงเป้นค่าจ้างอย่างหนึ่ง โจทก์ได้รับค่าจ้างเป้นเงินเดือน เดือนละ 27,570 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 965 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 33,535 บาท การที่นางสาวสกุลรัตน์ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีกับนายเกรียงศักดิ์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บเงินได้ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศที่นายเกรียงศักดิ์เก็มาจากลูกค้าของจำเลยนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อหรือฝ่าฝืนระบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาของนายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ย่อมทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจที่จะให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 49,184.54 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 201,209.40 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน ฉะนั้นจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันที่มีคำสั่งเลิกจ้างจนถึงวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 เป็นเวลา 44 วัน รวมเป็นเงิน 49,184.54 บาท ส่วนอุทธรณ์โจทก์ที่ว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับสินจ้างหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายรวม 60 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121 วรรคสอง และชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน นั้น ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ยังมิได้ใช้บังคับ อย่างไรก็ดีอุทธรณ์ของโจทก์พออนุโลมได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ทวิ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวันตามข้อ 46 ทวิ วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง และนายจ้างมิได้แจ้งวันที่เลิกจ้างและเหตุผลของการเลิกจ้างให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างตามที่กำหนดไว้ในข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างด้วยเหตุผลตามที่ข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดรับรองสิทธิตามที่โจทก์กล่าวอ้างอีกเช่นเดียวกัน ศาลแรงงานกลางกำหนดสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงปรากฎว่า การที่นายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศของจำเลยไป มิได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์หรือสืบเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยก็ตาม แต่นายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์ต่างเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นภายในหน่วยงานที่โจทก์รับผิดชอบย่อมมีเหตุผลให้จำเลยเชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยงานของโจทก์ต้องมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ที่จะปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน. (ปัญญา สุทธิบดี-สกนธ์ กฤติยาวงศ์-พูนศักดิ์ จงกลนี) ศาลแรงงานกลาง - นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69458
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายประภัทรพงษ์ ฉายสิว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062124"
    }
}
date
2544
deka_no
6877/2544
deka_running_no
6877
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "สกนธ์ กฤติยาวงศ์",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 582"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 121 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 49"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน",
        "law_abbr": "ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสุพักตร์ แซ่ตัน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 100,605 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 201,209.40 บาท และค่าเสีหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าน้ำมันรถที่จำเลยอนุมัติจ่ายให้แก่โจทก์มีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานและมีอัตราเท่ากันทุกเดือน ค่าน้ำมันรถดังกล่าวจึงเป้นค่าจ้างอย่างหนึ่ง โจทก์ได้รับค่าจ้างเป้นเงินเดือน เดือนละ 27,570 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 965 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 33,535 บาท การที่นางสาวสกุลรัตน์ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีกับนายเกรียงศักดิ์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บเงินได้ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศที่นายเกรียงศักดิ์เก็มาจากลูกค้าของจำเลยนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อหรือฝ่าฝืนระบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ด้วย แต่ยังไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บังคับบัญชาของนายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ย่อมทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจที่จะให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างดังกล่าว พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 49,184.54 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 201,209.40 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่มีเหตุที่จำเลยจะไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทุกวันสิ้นเดือน ฉะนั้นจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันที่มีคำสั่งเลิกจ้างจนถึงวันสิ้นเดือนสิงหาคม 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 เป็นเวลา 44 วัน รวมเป็นเงิน 49,184.54 บาท ส่วนอุทธรณ์โจทก์ที่ว่า โจทก์ชอบที่จะได้รับสินจ้างหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายรวม 60 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121 วรรคสอง และชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน นั้น ขณะที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ยังมิได้ใช้บังคับ อย่างไรก็ดีอุทธรณ์ของโจทก์พออนุโลมได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 ทวิ ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวันตามข้อ 46 ทวิ วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง และนายจ้างมิได้แจ้งวันที่เลิกจ้างและเหตุผลของการเลิกจ้างให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้างตามที่กำหนดไว้ในข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างด้วยเหตุผลตามที่ข้อ 46 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ และข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายอีก 1 เดือน ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดรับรองสิทธิตามที่โจทก์กล่าวอ้างอีกเช่นเดียวกัน ศาลแรงงานกลางกำหนดสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงปรากฎว่า การที่นายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์ร่วมกันยักยอกเงินค่าสุราต่างประเทศของจำเลยไป มิได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์หรือสืบเนื่องจากโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยก็ตาม แต่นายเกรียงศักดิ์และนางสาวสกุลรัตน์ต่างเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นภายในหน่วยงานที่โจทก์รับผิดชอบย่อมมีเหตุผลให้จำเลยเชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยงานของโจทก์ต้องมีข้อบกพร่องและทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจโจทก์ที่จะปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์อันสืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001092.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544