คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5804/2544 ฉบับเต็ม

#69463
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5804/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัดพานทอง โจทก์ บริษัทอินฟรา คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 66, มาตรา 67, มาตรา 291, มาตรา 295, มาตรา 297 ป.วิ.พ. มาตรา 172 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตรโดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม 60 วัน ตามสัญญาซื้อขาย การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น 613,122.84 บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้งจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกันจำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด บริษัทจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีที่อยู่ที่เดียวกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ 3 ด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๖๙๕,๖๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๘๒,๔๘๘ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ โดยตกลงราคาต่อหน่วยกันไว้ และจะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน ๖๐ วัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้มอบให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตร โดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม ๖๐ วัน การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่ว่า ไม่สามารถต่อสู้คดีได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการต่อไปว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมรับผิดไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน แม้ใบเสร็จรับเงินจะระบุชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นลูกค้าก็ตาม แต่ตามเอกสารที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แจ้งไปถึงโจทก์เรื่องแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่สำนักงานใหม่นั้นปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีที่อยู่ใหม่ที่เดียวกัน และนายทวีปในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อก็เบิกความว่า ตนเองเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีหน้าที่เป็นฝ่ายจัดซื้อและเบิกความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ ๓ อีกด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้ พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์. (วิชา มั่นสกุล-ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์-ยงยศ นิสภัครกุล) ศาลแพ่ง - นายเย็นดี มณฑีรรัตน์ ศาลอุทธรณ์ - นายวีระพล ตั้งสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69463
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายเย็นดี มณฑีรรัตน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวีระพล ตั้งสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063487"
    }
}
date
2544
deka_no
5804/2544
deka_running_no
5804
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มั่นสกุล",
    "ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์",
    "ยงยศ นิสภัครกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 66",
            "ม. 67",
            "ม. 291",
            "ม. 295",
            "ม. 297"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดพานทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอินฟรา คอนสตรั๊คชั่น จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๖๙๕,๖๑๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๓๗ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน ๘๒,๔๘๘ บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๓๖ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จกับโจทก์ โดยตกลงราคาต่อหน่วยกันไว้ และจะต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ภายใน ๖๐ วัน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้มอบให้จำเลยที่ ๒ เป็นตัวแทนทำสัญญาซื้อขายคอนกรีตผสมเสร็จโดยตกลงราคาและสถานที่ส่งมอบตามชนิดและปริมาตร โดยให้เครดิตแก่จำเลยทั้งสาม ๖๐ วัน การส่งมอบและเรียกเก็บเงินจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้โจทก์ออกบิลเรียกเก็บในนามบริษัทจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ โจทก์ได้ส่งสินค้าให้แก่จำเลยทั้งสามหลายครั้งตามรายละเอียดในฟ้อง รวมเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น ๖๑๓,๑๒๒.๘๔ บาท ครบกำหนดชำระเงินแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์ทวงถามหลายครั้ง จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เห็นว่า ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับการซื้อขายและคำขอบังคับรวมทั้งข้ออ้างที่ระบุให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ รับผิดต่อโจทก์แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม และเมื่อเป็นการซื้อขายที่กระทำต่อเนื่องกัน จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ย่อมต่อสู้ได้ว่า มิได้สั่งซื้อหรือได้ชำระราคาส่วนใดไปแล้วเท่าใด ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ที่ว่า ไม่สามารถต่อสู้คดีได้จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ประการต่อไปว่า ที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมรับผิดไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันรับจ้างก่อสร้างโรงงาน แม้ใบเสร็จรับเงินจะระบุชื่อจำเลยที่ ๓ เป็นลูกค้าก็ตาม แต่ตามเอกสารที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ แจ้งไปถึงโจทก์เรื่องแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่สำนักงานใหม่นั้นปรากฏว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีที่อยู่ใหม่ที่เดียวกัน และนายทวีปในฐานะผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อก็เบิกความว่า ตนเองเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ มีหน้าที่เป็นฝ่ายจัดซื้อและเบิกความว่า จำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทสาขาหรือบริษัทลูกของจำเลยที่ ๓ อีกด้วย ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ดำเนินกิจการร่วมกันมาโดยตลอด จึงไม่อาจอ้างความเป็นนิติบุคคลแยกจากกันมาปฏิเสธความรับผิดได้

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001104.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544