คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2544 ฉบับเต็ม

#69474
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2122/2544 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 688, มาตรา 689 ป.รัษฎากร มาตรา 8, มาตรา 66, มาตรา 76 ทวิ บริษัท อ. เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มี พ. เป็นผู้กระทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย พ. จึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ โจทก์ส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัท อ. โดย พ. ในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียก พ. ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ผู้ทำการแทนเป็นผู้ทำให้บริษัท อ.ได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยัง พ. เพื่อที่ พ. จะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตาม ป. รัษฎากร มาตรา 76 ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้วจึงมิใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัท อ. เพื่อให้รับผิดตามมาตรา 66 เท่านั้น และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยัง พ. แยกต่างหาก การออกและส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินในลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัท อ. และ พ. โดยชอบแล้ว โจทก์ได้ติดตามสืบหาทรัพย์สินของบริษัท อ. และ พ. แต่ไม่มีทรัพย์สินใดให้ยึด นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้ พ. ในฐานะผู้ทำการแทนบริษัท อ. นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ แต่ พ. ไม่ชำระ เช่นนี้ ถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์แล้วว่าโจทก์ได้เรียกร้องหนี้ภาษีอากรค้างจาก พ. แล้วแต่เรียกไม่ได้ จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระเงินภาษีอากรค้างแทน พ. โดยมิต้องเรียกร้องให้ พ. ชำระก่อน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้นางกุลภัทร์ สรรพากรภาค สำนักงานสรรพากรภาค ๑ กรมสรรพากร เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี จำเลยเป็นบริษัทหาชน จำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันนายพี ผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีที่ต้องชำระให้บริษัทดังกล่าวทราบ แต่บริษัทดังกล่าวมิได้ชำระภาษีอากร เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ดังกล่าวจากบริษัทและหรือนายพี ผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้ จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรนายพีต่อโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๖๕,๑๐๕,๕๖๓.๐๔ บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า นางกุลภัทร์ มิได้เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแพ่ง คำสั่งที่โจทก์อ้างมิใช่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องร้องคดีและมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย การมอบอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง วันชี้สองสถาน คู่ความรับข้อเท็จจริงว่า ขณะฟ้องคดีนางกุลภัทร์ ดำรงตำแหน่งสรรพากรภาค สำนักงานสรรพากรภาค ๑ จำเลยไม่ติดใจกรณีที่อ้างว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๕,๑๐๕,๕๖๓.๐๔ บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่านายพี เป็นผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความรับกันในชั้นชี้สองสถานแล้ว พึงได้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีนายพีเป็นผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย นายพีจึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ การที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ไม่เคยออกหมายเรียกหรือหมายประเมินใด ๆ ไปยังนายพีเพื่อประเมินให้รับผิดในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวตามมาตรา ๗๖ ทวิ ข้อนี้ปรากฏตามหมายเรียก และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าได้แจ้งไปยังบริษัทดังกล่าวโดยนายพีในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียกนายพี ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ เป็นผู้ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๗๖ ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้ว กรณีจึงมิใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัทดังกล่าวเพื่อให้รับผิดตามมาตรา ๖๖ เท่านั้น ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังนายพีแยกต่างหากจากที่ออกให้บริษัทดังกล่าว ฉะนั้นการออกและส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินในลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัทดังกล่าวและนายพีผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีของบริษัทดังกล่าวด้วยในตัวของหมายเรียกและหนังสือนั้นเอง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันที่ระบุว่าหากทางราชการจะเรียกเอาจากนายพีไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระเงินแทนให้จนครบถ้วนทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้นายพีชำระก่อน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยนั้น ข้อนี้ได้ความจากนางสุนิสาเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ติดตามหนี้ค่าภาษีอากรค้างว่า โจทก์ได้ติดตามสืบหาทรัพย์สินของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ และนายพี แต่ไม่มีทรัพย์สินใดให้ยึดโจทก์จึงต้องทวงถามจากจำเลย นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้นายพีในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ แต่นายพีไม่นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์แล้วว่าโจทก์ได้เรียกร้องหนี้ภาษีอากรค้างจากนายพีแล้วแต่เรียกไม่ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระเงินภาษีอากรค้างแทนนายพี โดยมิต้องเรียกร้องให้นายพีชำระก่อน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ (เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69474
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065917"
    }
}
date
2544
deka_no
2122/2544
deka_running_no
2122
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ",
    "ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์",
    "พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 688",
            "ม. 689"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 66",
            "ม. 76 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทยเรยอน จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมในรัฐบาล อธิบดีกรมสรรพากรได้มอบอำนาจให้นางกุลภัทร์ สรรพากรภาค สำนักงานสรรพากรภาค ๑ กรมสรรพากร เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดี จำเลยเป็นบริษัทหาชน จำกัด และเป็นผู้ค้ำประกันนายพี ผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีที่ต้องชำระให้บริษัทดังกล่าวทราบ แต่บริษัทดังกล่าวมิได้ชำระภาษีอากร เมื่อโจทก์ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ดังกล่าวจากบริษัทและหรือนายพี ผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวได้ จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ภาษีอากรนายพีต่อโจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีอากรจำนวน ๖๕,๑๐๕,๕๖๓.๐๔ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นางกุลภัทร์ มิได้เป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งและปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแพ่ง คำสั่งที่โจทก์อ้างมิใช่หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องร้องคดีและมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย การมอบอำนาจจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

วันชี้สองสถาน คู่ความรับข้อเท็จจริงว่า ขณะฟ้องคดีนางกุลภัทร์ ดำรงตำแหน่งสรรพากรภาค สำนักงานสรรพากรภาค ๑ จำเลยไม่ติดใจกรณีที่อ้างว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้มิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๕,๑๐๕,๕๖๓.๐๔ บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่านายพี เป็นผู้ทำการแทนบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และเป็นเหตุให้บริษัทดังกล่าวได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคำให้การและที่คู่ความรับกันในชั้นชี้สองสถานแล้ว พึงได้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีนายพีเป็นผู้ทำการแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย นายพีจึงมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๗๖ ทวิ

การที่จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ไม่เคยออกหมายเรียกหรือหมายประเมินใด ๆ ไปยังนายพีเพื่อประเมินให้รับผิดในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวตามมาตรา ๗๖ ทวิ ข้อนี้ปรากฏตามหมายเรียก และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าได้แจ้งไปยังบริษัทดังกล่าวโดยนายพีในฐานะผู้ทำการแทนแสดงให้เห็นอยู่ในตัวแล้วว่าโจทก์ได้เรียกนายพี ผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่ลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อ เป็นผู้ทำให้บริษัทดังกล่าวได้รับในประเทศไทยมาไต่สวนและแจ้งจำนวนเงินที่ประเมินไปยังบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี เพื่อที่บุคคลนั้นจะได้มีโอกาสอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา ๗๖ ทวิ วรรคสาม ก่อนแล้ว กรณีจึงมิใช่เป็นการออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังบริษัทดังกล่าวเพื่อให้รับผิดตามมาตรา ๖๖ เท่านั้น ดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ และโจทก์ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกและหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลไปยังนายพีแยกต่างหากจากที่ออกให้บริษัทดังกล่าว ฉะนั้นการออกและส่งหมายเรียกและหนังสือแจ้งการประเมินในลักษณะดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการออกและส่งหมายเรียกตรวจสอบไต่สวนและหนังสือแจ้งการประเมินทั้งบริษัทดังกล่าวและนายพีผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีของบริษัทดังกล่าวด้วยในตัวของหมายเรียกและหนังสือนั้นเอง อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในหนังสือค้ำประกันที่ระบุว่าหากทางราชการจะเรียกเอาจากนายพีไม่ได้หรือไม่สะดวก จำเลยยินยอมชำระเงินแทนให้จนครบถ้วนทันทีโดยมิต้องเรียกร้องให้นายพีชำระก่อน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยนั้น ข้อนี้ได้ความจากนางสุนิสาเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ติดตามหนี้ค่าภาษีอากรค้างว่า โจทก์ได้ติดตามสืบหาทรัพย์สินของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล อินดัสเตรียล แมนเนจเม้นท์ฯ และนายพี แต่ไม่มีทรัพย์สินใดให้ยึดโจทก์จึงต้องทวงถามจากจำเลย นอกจากนี้โจทก์ได้มีหนังสือเตือนให้นายพีในฐานะผู้ทำการแทนบริษัทดังกล่าวให้นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ แต่นายพีไม่นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระ เช่นนี้ถือว่าโจทก์ได้พิสูจน์แล้วว่าโจทก์ได้เรียกร้องหนี้ภาษีอากรค้างจากนายพีแล้วแต่เรียกไม่ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจึงต้องชำระเงินภาษีอากรค้างแทนนายพี โดยมิต้องเรียกร้องให้นายพีชำระก่อน ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001126.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544