คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2544 ฉบับเต็ม

#69483
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2544 บริษัทวชิระธนสินประกันภัย จำกัด โจทก์ นายณัฐพล แซ่ยับหรือพฤกษ์ภักดี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 42, มาตรา 132 (1), มาตรา 174, มาตรา 246 โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ต่อมาโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้ ขอสืบหาภูมิลำเนา ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตให้สืบหาภูมิลำเนาได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6 มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดก และสืบว่ามีทรัพย์มรดกหรือไม่แล้วจะขอให้เรียกเข้ามาแทนที่จำเลย หรือกรณีที่จำเลยไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542" คำสั่งดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 42 แต่เป็นดุลพินิจที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการ การที่โจทก์ไม่ดำเนินการ ถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132 (1) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ๓๑๘,๒๒๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐๑,๒๗๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์ไม่สามารถนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สืบหาทายาทจำเลยที่ ๑ ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ แต่โจทก์มิได้ดำเนินการแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่า "?รับอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจัดการให้ ต่อมาวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า พนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดสงขลารายงานว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบ้านเช่าและจำเลยที่ ๑ ย้ายไปอยู่ที่อื่น ขอสืบหาภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยที่ ๑ เป็นเวลา ๒๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยได้ภายในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒" วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก จำเลยที่ ๑ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ ๑ และสืบว่า จำเลยที่ ๑ มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ เมื่อได้ข้อเท็จจริงประการใดแล้ว โจทก์จะร้องขอให้มีคำสั่งเรียกทายาทหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาแทนที่จำเลยหรือกรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์มรดก โจทก์จะได้ขอถอนอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒" คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์มีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็ชอบที่จะแจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อขอขยายระยะเวลาหรือขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร หรือหากไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งในภายหลังได้ การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบภายในกำหนดเวลา ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบด้วย มาตรา ๒๔๖ และตามมาตรา ๑๓๒ (๑) ซึ่งนำมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลม บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องนี้ พิพากษายืน. (พิชัย เตโชพิทยากูล-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วิชัย วิสิทธวงศ์) ศาลแพ่งธนบุรี - นายไพจิตร สวัสดิสาร ศาลอุทธรณ์ - นายชัยยันต์ ศุขโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69483
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายไพจิตร สวัสดิสาร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชัยยันต์ ศุขโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067617"
    }
}
date
2544
deka_no
594/2544
deka_running_no
594
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42",
            "ม. 132 (1)",
            "ม. 174",
            "ม. 246"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทวชิระธนสินประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐพล แซ่ยับหรือพฤกษ์ภักดี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ๓๑๘,๒๒๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐๑,๒๗๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์ไม่สามารถนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สืบหาทายาทจำเลยที่ ๑ ถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ แต่โจทก์มิได้ดำเนินการแต่อย่างใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๑ ว่า "?รับอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน ๑๕ วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสงขลา ขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นจัดการให้ ต่อมาวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๑ โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า พนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดสงขลารายงานว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบ้านเช่าและจำเลยที่ ๑ ย้ายไปอยู่ที่อื่น ขอสืบหาภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยที่ ๑ เป็นเวลา ๒๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยได้ภายในวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๒" วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ ถึงแก่ความตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก จำเลยที่ ๑ หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ ๑ และสืบว่า จำเลยที่ ๑ มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ เมื่อได้ข้อเท็จจริงประการใดแล้ว โจทก์จะร้องขอให้มีคำสั่งเรียกทายาทหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาแทนที่จำเลยหรือกรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์มรดก โจทก์จะได้ขอถอนอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒" คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์มีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็ชอบที่จะแจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อขอขยายระยะเวลาหรือขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร หรือหากไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งในภายหลังได้ การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบภายในกำหนดเวลา ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบด้วย มาตรา ๒๔๖ และตามมาตรา ๑๓๒ (๑) ซึ่งนำมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลม บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องนี้

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001141.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544