คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2544 ฉบับเต็ม

#69486
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2544 พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ นายสัมฤทธิ์ คำมา โจทก์ร่วม นายสุรินทร์ ท่าทอง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 195, มาตรา 225 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, มาตรา 157 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่ามีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังแล่นสวนทางโดยจำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อนจึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไป แต่กลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงขับชนกับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ โดยไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้นคืออะไร ก็หาทำให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า ด้วยความประมาทนั้น ทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหายและโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส โจทก์จึงไม่จำต้องระบุข้อความว่าอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้อีก ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 แล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาท จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้ยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 , 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายสัมฤทธิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 และ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยที่เห็นอยู่แล้วว่าในช่องทางดังกล่าวมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครนดังกล่าวโดยที่จำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน เมื่อถนนช่องเดินรถนั้นว่างปลอดภัยแล้ว จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไปแต่จำเลยกลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงทำให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกนั้นด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ นั้น เป็นการขยายความให้เห็นชัดเจนถึงพฤติการณ์การกระทำโดยประมาทของจำเลย แม้โจทก์จะไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้น คืออะไร ก็หาทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าด้วยความประมาทนั้น เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ร่วมทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหาย โจทก์ร่วม นายมนตรี นายชัยชาญ และนายสมพรได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องโดยระบุข้อความว่า อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก คำบรรยายฟ้องของโจทก์ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 แล้ว อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วยเช่นกัน จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามความ ป.อ. มาตรา 300 ไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29 , 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6. (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-ชวลิต ศรีสง่า-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายไพบูลย์ ศรีธูป ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69486
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์",
        "judge": "นายไพบูลย์ ศรีธูป"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067068"
    }
}
date
2544
deka_no
929/2544
deka_running_no
929
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 43",
            "ม. 157"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายสัมฤทธิ์ คำมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุรินทร์ ท่าทอง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 300 พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 , 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสัมฤทธิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 และ พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้องจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยที่เห็นอยู่แล้วว่าในช่องทางดังกล่าวมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครนดังกล่าวโดยที่จำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน เมื่อถนนช่องเดินรถนั้นว่างปลอดภัยแล้ว จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไปแต่จำเลยกลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงทำให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกนั้นด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ นั้น เป็นการขยายความให้เห็นชัดเจนถึงพฤติการณ์การกระทำโดยประมาทของจำเลย แม้โจทก์จะไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้น คืออะไร ก็หาทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่าด้วยความประมาทนั้น เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ร่วมทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหาย โจทก์ร่วม นายมนตรี นายชัยชาญ และนายสมพรได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องโดยระบุข้อความว่า อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก คำบรรยายฟ้องของโจทก์ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4) , 157 แล้ว

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วยเช่นกัน จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามความ ป.อ. มาตรา 300 ไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29 , 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001136.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544