คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5785/2544 ฉบับเต็ม

#69488
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5785/2544 นางอมรา ภาณุเจริญกุล โจทก์ นางสาวลักษณ์ อภิรักษ์ธนากร กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 62, มาตรา 365 (2) ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1), มาตรา 247 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 นำกุญแจเปลี่ยนใส่ห้องพิพาทแทนกุญแจของโจทก์และเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินในห้องพิพาทเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการร่วมกันบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 (2) ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 เท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามมาตรา 365 (2) ด้วยหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผล การที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 186 (6) ประกอบด้วยมาตรา 215 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 247 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒), ๓๓๔ (๗), ๓๓๖ ทวิ, ๑๕๗, ๙๑, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ ในข้อหาฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่มีมูล ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๒ ให้ลงโทษปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ด้วย หรือไม่นั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ นำกุญแจเปลี่ยนใส่ห้องพิพาทแทนกุญแจของโจทก์และเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินในห้องพิพาทเป็นการกระทำโดยขาดเจตนา จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ เท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ด้วยหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผล การที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย คำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๖) ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๔๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า การที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่เกิดเหตุไปที่ห้องพิพาทนั้น เป็นเพียงการไปเป็นพยานรู้เห็นในการขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ไปฝากเก็บไว้ที่สถานที่ตำรวจท้องที่ อันเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนโดยสำคัญผิดคิดว่ามีอำนาจที่จะกระทำได้ ถือไม่ได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน (ดลจรัส รัตนโศภิต-พันธาวุธ ปาณิกบุตร-ประพันธ์ ทรัพย์แสง) ศาลอาญา - นางอารยา วิชิตชลชัย ศาลอุทธรณ์ - นายสันติ งามสันติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69488
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางอารยา วิชิตชลชัย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสันติ งามสันติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063593"
    }
}
date
2544
deka_no
5785/2544
deka_running_no
5785
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ดลจรัส รัตนโศภิต",
    "พันธาวุธ ปาณิกบุตร",
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 62",
            "ม. 365 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 243 (1)",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอมรา ภาณุเจริญกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวลักษณ์ อภิรักษ์ธนากร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒), ๓๓๔ (๗), ๓๓๖ ทวิ, ๑๕๗, ๙๑, ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ ในข้อหาฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่มีมูล ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๒ ให้ลงโทษปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ด้วย หรือไม่นั้น คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๑ นำกุญแจเปลี่ยนใส่ห้องพิพาทแทนกุญแจของโจทก์และเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินในห้องพิพาทเป็นการกระทำโดยขาดเจตนา จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นการร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (๒) ขอให้ศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามฟ้อง แต่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒ เท่านั้น โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ด้วยหรือไม่ โดยไม่ปรากฏเหตุผล การที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว ซึ่งเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย คำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๖) ประกอบด้วยมาตรา ๒๑๕ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) และมาตรา ๒๔๗ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า การที่จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจท้องที่เกิดเหตุไปที่ห้องพิพาทนั้น เป็นเพียงการไปเป็นพยานรู้เห็นในการขนย้ายทรัพย์สินของโจทก์ไปฝากเก็บไว้ที่สถานที่ตำรวจท้องที่ อันเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริตในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนโดยสำคัญผิดคิดว่ามีอำนาจที่จะกระทำได้ ถือไม่ได้ว่ามีเจตนากระทำความผิดฐานบุกรุกโดยร่วมกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๒) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001105.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544