คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519/2544 ฉบับเต็ม

#69507
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1519/2544 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายริชาร์ด อัลวิน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด อัลวิล วิลเลี่ยม หรือริชาร์ด อัลริน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด วิลเลี่ยม จำเลย ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 59, มาตรา 72, มาตรา 80, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ 1 ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ 1 หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง 2 แผล ยาว 1.5 เซนติเมตร กว้าง 0.2 เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอกทั้งสองข้าง แสดงว่าจำเลยใช้ไม้ตีพริกที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรงหลายที และใช้มีดปลายแหลมแทงอย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 1 สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ 1 ให้แพทย์รักษา ทันท่วงทีผู้เสียหายที่ 1 ย่อมถึงแก่ความตายได้ การที่จำเลยใช้อาวุธของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยย่อมเล็งผลว่าผู้เสียหายที่ 1 อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 คิดจะเลิกอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ 1 จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ 1 เลี้ยงดู แต่จำเลยไม่ยินยอมและตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ 1 กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก จำเลยโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ 1 มา 4 ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน 1 คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ไม่ยินยอมและพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 ในขณะนั้นจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ แม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๙๑, ๓๓ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๒๘๘ ประกอบ ๘๐, ๗๒ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา ๙๑ ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ จำคุก ๒ ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๒ ปี โทษจำคุกแต่ละกรรมให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามมาตรา ๕๖ ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ จำคุก ๑๐ ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) จำคุก ๑ ปี รวมเป็นจำคุก ๑๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ทะเลาะกัน จำเลยใช้ ไม้ตีพริกและใช้มีดของกลางแทงทำร้ายผู้เสียหายที่ ๑ และใช้ไม้ตีพริกตีทำร้ายผู้เสียหายที่ ๒ หลายครั้งจนผู้เสียหาย ทั้งสองสลบไป ปรากฏบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองตามรายงานผลชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒ ตามลำดับ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ ๑ ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๒ แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายจนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง ๒ แผล ยาว ๑.๕ เซนติเมตร กว้าง ๐.๒ เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอก ทั้งสองข้าง แสดงว่าผู้เสียหายใช้ไม้ตีพริกตีที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ ๑ อย่างแรงหลายทีและใช้มีดปลายแหลมแทง อย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ ๑ ให้แพทย์รักษาทันท่วงทีผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยใช้อาวุธ ของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ นั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหายที่ ๑ อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะหรือไม่ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ ๑ คิดจะเลิกอยู่กิน ฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ ๑ จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ ๑ เลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่จำเลยไม่ยินยอม และตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ ๑ กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก ก่อนเกิดเหตุข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายที่ ๑ พูดว่าจะทิ้ง และเลิกจากการเป็นภริยาของจำเลยและจะนำบุตรชายของจำเลยไปให้มารดาภริยาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยจึงโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายจริง เห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ ๑ มา ๔ ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน ๑ คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๑ จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ไม่ยินยอม และพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ ๑ มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นแพทย์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยเบิกความว่าให้อภัยและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยต่อไป กรณีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้ อนึ่งแม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๗๒ ให้จำคุกจำเลย ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษที่จำเลยได้รับในความผิดฐานทำร้าย ร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) อีกกระทงหนึ่งจำนวน ๑ ปี เป็นจำคุก ๓ ปี โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ (กมล เพียรพิทักษ์-สมชาย พงษธา-จรัส พวงมณี) ศาลอาญา - นายพิชัย อภิชาตอำมฤต ศาลอุทธรณ์ - นายประชิต ศรศักดา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69507
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายพิชัย อภิชาตอำมฤต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประชิต ศรศักดา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066386"
    }
}
date
2544
deka_no
1519/2544
deka_running_no
1519
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "สมชาย พงษธา",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 59",
            "ม. 72",
            "ม. 80",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185",
            "ม. 218 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ กรมอัยการ"
    },
    {
        "role": "วิลเลี่ยม",
        "name": "นายริชาร์ด อัลวิน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด อัลวิล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือริชาร์ด อัลริน วิลเลี่ยมหรือริชาร์ด วิลเลี่ยม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๙๑, ๓๓ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗, ๒๘๘ ประกอบ ๘๐, ๗๒ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา ๙๑ ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ จำคุก ๒ ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก ๒ ปี โทษจำคุกแต่ละกรรมให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามมาตรา ๕๖ ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ จำคุก ๑๐ ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) จำคุก ๑ ปี รวมเป็นจำคุก ๑๑ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายที่ ๑ ทะเลาะกัน จำเลยใช้ ไม้ตีพริกและใช้มีดของกลางแทงทำร้ายผู้เสียหายที่ ๑ และใช้ไม้ตีพริกตีทำร้ายผู้เสียหายที่ ๒ หลายครั้งจนผู้เสียหาย ทั้งสองสลบไป ปรากฏบาดแผลของผู้เสียหายทั้งสองตามรายงานผลชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.๑ และ จ.๒ ตามลำดับ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยใช้ไม้ตีพริกของกลางยาวประมาณ ๑ ศอก ตีศีรษะผู้เสียหายที่ ๑ หลายครั้ง และใช้มีดปลายแหลมแทงบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๒ แผล ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายจนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไปและกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกเป็นทางยาว และรอยประสานของกะโหลกศีรษะข้างขวาส่วนหน้าแตกแยก กับบาดแผลที่ถูกมีดแทง ๒ แผล ยาว ๑.๕ เซนติเมตร กว้าง ๐.๒ เซนติเมตร ลึกเข้าช่องอก มีลมออกที่ช่องอก ทั้งสองข้าง แสดงว่าผู้เสียหายใช้ไม้ตีพริกตีที่ศีรษะของผู้เสียหายที่ ๑ อย่างแรงหลายทีและใช้มีดปลายแหลมแทง อย่างแรงเข้าบริเวณหน้าอกของผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย จนผู้เสียหายที่ ๑ สลบไป หากไม่สามารถนำผู้เสียหายที่ ๑ ให้แพทย์รักษาทันท่วงทีผู้เสียหายที่ ๑ ย่อมถึงแก่ความตายได้ แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยใช้อาวุธ ของกลางดังกล่าวทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๑ นั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหายที่ ๑ อาจถึงแก่ความตายได้ แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

มีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของจำเลยเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะหรือไม่ ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยพูดจาโต้เถียงกันน่าจะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายที่ ๑ คิดจะเลิกอยู่กิน ฉันสามีภริยากับจำเลยและไปแต่งงานใหม่ ผู้เสียหายที่ ๑ จึงบอกแก่จำเลยว่าจะพาบุตรชายที่เกิดกับจำเลยไปให้มารดาผู้เสียหายที่ ๑ เลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่จำเลยไม่ยินยอม และตกลงกันไม่ได้ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ ๑ กับจำเลยก็มีปากเสียงกันมาก่อนแล้ว เมื่อจำเลยกลับมาที่ห้องเกิดเหตุก่อนและผู้เสียหายที่ ๑ กลับมาทีหลัง โดยดื่มสุรามึนเมา ก็ยังมามีปากเสียงกันอีก ก่อนเกิดเหตุข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่าผู้เสียหายที่ ๑ พูดว่าจะทิ้ง และเลิกจากการเป็นภริยาของจำเลยและจะนำบุตรชายของจำเลยไปให้มารดาภริยาของจำเลยเลี้ยงดูที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำเลยจึงโมโหและได้ใช้ไม้ตีพริกและมีดปลายแหลมเข้าทำร้ายผู้เสียหายจริง เห็นได้ว่าตามพฤติการณ์ที่จำเลยเป็นสามีของผู้เสียหายที่ ๑ มา ๔ ปีเศษ มีบุตรด้วยกัน ๑ คน เป็นชาย ก่อนเกิดเหตุมีชายอื่นมาติดพันผู้เสียหายที่ ๑ และผู้เสียหายที่ ๑ จะเลิกร้างกับจำเลยและไปอยู่กินกับชายคนใหม่และจะพาบุตรไปจากจำเลย จำเลยพูดขอร้องไม่ให้พาบุตรไป แต่ผู้เสียหายที่ ๑ ก็ไม่ยินยอม และพูดยืนยันทำนองว่าจะพาบุตรไปจากจำเลยให้ได้ในขณะที่ผู้เสียหายที่ ๑ มึนเมาสุรา ทำให้จำเลยเกิดความโมโห การกระทำของผู้เสียหายที่ ๑ ดังกล่าว เป็นการข่มเหงน้ำใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยได้ใช้ไม้ตีพริกตีและมีดแทงผู้เสียหายที่ ๑ ในขณะนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ

ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นแพทย์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งเป็นภริยาจำเลยเบิกความว่าให้อภัยและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยต่อไป กรณีมีเหตุที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยได้

อนึ่งแม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสจะยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เมื่อศาลฎีกาเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควรก็มีอำนาจรอการ ลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ โดยบันดาลโทสะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๘๐, ๗๒ ให้จำคุกจำเลย ๒ ปี เมื่อรวมกับโทษที่จำเลยได้รับในความผิดฐานทำร้าย ร่างกายผู้เสียหายที่ ๒ ให้ได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ (๘) อีกกระทงหนึ่งจำนวน ๑ ปี เป็นจำคุก ๓ ปี โทษจำคุกแต่ละกระทงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001130.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544