คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2544 ฉบับเต็ม

#69508
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายสุพจน์ ไหมธรรมจักร์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม, มาตรา 340 ตรี ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ++ เรื่อง ชิงทรัพย์ ++ โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ยังไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมาและจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 340 ตรี ___________________________ เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ๑ เส้น ราคา ๒,๐๐๐ บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง ๑ องค์ ราคา ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ของนางสาวเพ็ญนภา อำพร ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้ายกระชากสร้อยคอดังกล่าวจากคอผู้เสียหาย แล้วดึงผู้เสียหายจนตกจากรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ร่างกายของผู้เสียหายครูดไปกับพื้นถนนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางมากระทำผิดเป็นของกลาง และยึดสร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ครึ่งเส้น ได้จากจำเลยที่ ๑ซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๓๓๙, ๓๔๐ ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม, ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๑ อายุ๑๙ ปี มีความรู้ผิดชอบ ไม่มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ ๑๘ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ ๙ ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุกคนละ ๑๒ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว โดยเป็นการบรรยายตอกย้ำให้เห็นว่าจำเลยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมาเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายยิ่งกว่าการเดินทางธรรมดาที่ปราศจากยานพาหนะมากระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันกับการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์นั้นเองคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี แล้ว นั้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ดังโจทก์ฎีกาได้ เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จะแปลข้อความดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมา และจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา พิพากษายืน. (ปราโมทย์ ชพานนท์-สุเมธ ตังคจิวางกูร-ชวลิต ยอดเณร) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายศตวรรษ ทาแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ - นายปกรณ์ บุญญกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69508
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นายศตวรรษ ทาแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค ๗",
        "judge": "นายปกรณ์ บุญญกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063254"
    }
}
date
2544
deka_no
5999/2544
deka_running_no
5999
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ ชพานนท์",
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร",
    "ชวลิต ยอดเณร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 339 วรรคสาม",
            "ม. 340 ตรี"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุพจน์ ไหมธรรมจักร์ กับพวก"
    }
]
long_text
เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ๑ เส้น ราคา ๒,๐๐๐ บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง ๑ องค์ ราคา ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ของนางสาวเพ็ญนภา อำพร ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้ายกระชากสร้อยคอดังกล่าวจากคอผู้เสียหาย แล้วดึงผู้เสียหายจนตกจากรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ร่างกายของผู้เสียหายครูดไปกับพื้นถนนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางมากระทำผิดเป็นของกลาง และยึดสร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ครึ่งเส้น ได้จากจำเลยที่ ๑ซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๓๓๙, ๓๔๐ ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม, ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๑ อายุ๑๙ ปี มีความรู้ผิดชอบ ไม่มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ ๑๘ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ ๙ ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุกคนละ ๑๒ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว โดยเป็นการบรรยายตอกย้ำให้เห็นว่าจำเลยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมาเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายยิ่งกว่าการเดินทางธรรมดาที่ปราศจากยานพาหนะมากระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันกับการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์นั้นเองคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี แล้ว นั้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ดังโจทก์ฎีกาได้ เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จะแปลข้อความดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมา และจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001102.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544