คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7800/2544 ฉบับเต็ม

#69515
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7800/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสมพร คู่อ่อน กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83 ป.วิ.อ. มาตรา 195, มาตรา 212 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, มาตรา 66 วรรคสอง สายลับแนะนำให้ผู้ล่อซื้อรู้จักกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 3 ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 แนะนำจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้รู้จักกับผู้ล่อซื้อ ส่วนเหตุการณ์ในขณะซื้อขายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 3 ก็อยู่ด้วยและช่วยในการเจรจา ในที่สุดตกลงซื้อขายกัน จำเลยที่ 4 หยิบตัวอย่างเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด มาให้ดู โดยนัดหมายกันว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนที่ตกลงซื้อขายกันมาส่งมอบให้ในวันรุ่งขึ้น หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 บอกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากบ้านของจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงไปค้นบ้านของจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ที่นั่น ผลการตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 360 เม็ด บรรจุอยู่ในขวดกาแฟซุกซ่อนอยู่บริเวณข้างบ้านและยังพบโทรศัพท์มือถืออีก 1 เครื่อง ที่ตัวจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 เคยใช้โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อกับผู้ล่อซื้อในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตอนแรก ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ตามมาตรา 66 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มีระวางโทษ จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานนี้ให้จำคุกคนละ 11 ปี ก่อนลดโทษให้จึงต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือหมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของกลาง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนวางโทษจำเลยทั้งสี่จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ ๑๑ ปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๒๕ ปี จำคุกจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๕ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๗ ปี ๔ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๓๐ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๔๐ ปี ๘ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐,๓๖๐ เม็ด และโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของจำเลยที่ ๓ เป็นของกลาง คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจสวัสดิ์ สิงขิบุตร เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา สายลับได้พาพยานซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าเพื่อล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลยที่ ๑ ไปพบจำเลยที่ ๑ ที่บ้าน สายลับแนะนำพยานให้รู้จักจำเลยที่ ๑ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ก็แนะนำจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้พยานรู้จักแล้วจึงเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ ๓ ก็อยู่ด้วยและช่วยในการเจรจา ในที่สุดตกลงซื้อขายกันจำนวน ๕ มัด แต่ละมัดมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒,๐๐๐ เม็ด ราคามัดละ ๙๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๔ ได้หยิบตัวอย่างเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒ เม็ด มาให้พยานดูด้วยแต่ขณะนั้นยังไม่มีของ จำเลยที่ ๑ จะนำเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ตกลงซื้อขายกันมาส่งมอบให้พยานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งความข้อนี้ พันตำรวจโทสายัณห์ ปาลวัฒน์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ พยานได้รับแจ้งจากนายดาบตำรวจสวัสดิ์ ว่า นายดาบตำรวจสวัสดิ์ได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ แล้ว ในวันดังกล่าวจำเลยที่ ๔ ได้นำตัวอย่างมาให้ดูจำนวน ๒ เม็ด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงก็ยังได้ความจากนายดาบตำรวจสวัสดิ์กับพันตำรวจโทสายัณห์ พยานโจทก์ต่อไปอีกว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจับกุมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว พันตำรวจโทสายัณห์ได้สอบถามจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ บอกว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากบ้านของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้มีการซุกซ่อนไว้ก่อนที่จะนำมามอบให้นายดาบตำรวจสวัสดิ์พยานโจทก์ทั้งสองพร้อมชุดจับกุมจึงไปค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเคยร่วมในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับนายดาบตำรวจสวัสดิ์มาแล้ว และผลการตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๓๖๐ เม็ด บรรจุอยู่ในขวดกาแฟซุกซ่อนอยู่บริเวณข้างบ้านในกองไม้มันสำปะหลัง และยังพบโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ อีก ๑ เครื่อง ที่ตัวจำเลยที่ ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ เคยใช้โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อกับนายดาบตำรวจสวัสดิ์ พยานโจทก์ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตอนแรก กรณีน่าเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมาจริง ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยที่ ๓ ก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. ๓ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๓ เท่าที่นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้อง? อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน ๑๐๐ กรัม ตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น ให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต แต่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานนี้ให้จำคุกคนละ ๑๑ ปี ก่อนลดโทษให้จึงต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษายืน. (ไพศาล เจริญวุฒิ-วิชัย วิสิทธวงศ์-จรูญวิทย์ ทองสอน) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายสมยศ ใจสำราญ ศาลอุทธรณ์ - นายปิ่น ศรีเมือง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69515
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสมยศ ใจสำราญ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายปิ่น ศรีเมือง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060842"
    }
}
date
2544
deka_no
7800/2544
deka_running_no
7800
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์",
    "จรูญวิทย์ ทองสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195",
            "ม. 212"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 15 วรรคสอง",
            "ม. 66 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมพร คู่อ่อน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๘๓ , ๙๑ , ๙๒ ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือหมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของกลาง

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนวางโทษจำเลยทั้งสี่จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ ๑๑ ปี จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ คนละกึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๓ ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๒๕ ปี จำคุกจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๓๓ ปี ๔ เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๕ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๗ ปี ๔ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีกำหนดคนละ ๓๐ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มีกำหนดคนละ ๔๐ ปี ๘ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๐,๓๖๐ เม็ด และโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ จำนวน ๑ เครื่อง ของจำเลยที่ ๓ เป็นของกลาง

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ ว่า จำเลยที่ ๓ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจสวัสดิ์ สิงขิบุตร เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๑๗ นาฬิกา สายลับได้พาพยานซึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าเพื่อล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากจำเลยที่ ๑ ไปพบจำเลยที่ ๑ ที่บ้าน สายลับแนะนำพยานให้รู้จักจำเลยที่ ๑ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ก็แนะนำจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้พยานรู้จักแล้วจึงเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกันซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ ๓ ก็อยู่ด้วยและช่วยในการเจรจา ในที่สุดตกลงซื้อขายกันจำนวน ๕ มัด แต่ละมัดมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒,๐๐๐ เม็ด ราคามัดละ ๙๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔๕๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๔ ได้หยิบตัวอย่างเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๒ เม็ด มาให้พยานดูด้วยแต่ขณะนั้นยังไม่มีของ จำเลยที่ ๑ จะนำเมทแอมเฟตามีนตามจำนวนที่ตกลงซื้อขายกันมาส่งมอบให้พยานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งความข้อนี้ พันตำรวจโทสายัณห์ ปาลวัฒน์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑ พยานได้รับแจ้งจากนายดาบตำรวจสวัสดิ์ ว่า นายดาบตำรวจสวัสดิ์ได้เจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ แล้ว ในวันดังกล่าวจำเลยที่ ๔ ได้นำตัวอย่างมาให้ดูจำนวน ๒ เม็ด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงก็ยังได้ความจากนายดาบตำรวจสวัสดิ์กับพันตำรวจโทสายัณห์ พยานโจทก์ต่อไปอีกว่า ในวันเกิดเหตุหลังจากพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกจับกุมจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แล้ว พันตำรวจโทสายัณห์ได้สอบถามจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ บอกว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากบ้านของจำเลยที่ ๑ ซึ่งได้มีการซุกซ่อนไว้ก่อนที่จะนำมามอบให้นายดาบตำรวจสวัสดิ์พยานโจทก์ทั้งสองพร้อมชุดจับกุมจึงไปค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งเคยร่วมในการเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับนายดาบตำรวจสวัสดิ์มาแล้ว และผลการตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ ๑ พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๓๖๐ เม็ด บรรจุอยู่ในขวดกาแฟซุกซ่อนอยู่บริเวณข้างบ้านในกองไม้มันสำปะหลัง และยังพบโทรศัพท์มือถือ หมายเลข ๐๑ - ๙๐๖๓๔๑๒ อีก ๑ เครื่อง ที่ตัวจำเลยที่ ๓ ซึ่งจำเลยที่ ๓ เคยใช้โทรศัพท์ดังกล่าวติดต่อกับนายดาบตำรวจสวัสดิ์ พยานโจทก์ในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตอนแรก กรณีน่าเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมาจริง ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยที่ ๓ ก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ. ๓ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๓ เท่าที่นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงแห่งคดีจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำผิดตามฟ้อง?

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน ๑๐๐ กรัม ตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ นั้น ให้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต แต่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานนี้ให้จำคุกคนละ ๑๑ ปี ก่อนลดโทษให้จึงต่ำกว่าโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001080.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544