คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6336/2544 ฉบับเต็ม

#69518
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6336/2544 พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์ นายชัยนาท กงแก้ว จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 193, มาตรา 216 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา ขณะโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัว ทั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีซึ่งอยู่ในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดก็ยังมิได้เปิดทำการ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดจันทบุรีได้ และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดจันทบุรี จะได้เปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลจังหวัดจันทบุรี แต่ศาลจังหวัดจันทบุรีคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อมาอย่างคดีธรรมดา เท่ากับศาลจังหวัดจันทบุรีเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่โอนคดีนี้ไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีทั้งให้พิจารณาต่อไปอย่างคดีธรรมดาโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. 2534 มาตรา 59 กระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา การอุทธรณ์ฎีกาจึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีนี้อย่างคดีธรรมดาได้เช่นเดียวกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 20,650 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) จำคุก 18 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6,000 บาท และ 20,650 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 17 ปีเศษ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวทั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีซึ่งอยู่ในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดก็ยังมิได้เปิดทำการ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดจันทบุรีได้และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดจันทบุรี จะได้เปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลจังหวัดจันทบุรี แต่ศาลจังหวัดจันทบุรีคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อมาอย่างคดีธรรมดา เท่ากับศาลจังหวัดจันทบุรีเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่โอนคดีนี้ไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรี ทั้งให้พิจารณาต่อไปอย่างคดีธรรมดาโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 59 กระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา การอุทธรณ์ฎีกาจึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีนี้อย่างคดีธรรมดาได้เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุในตอนแรกมีคนร้าย 2 คน ถืออาวุธปืนสั้นคนละกระบอกเข้ามาในขนำที่พัก คนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนจี้ศีรษะผู้เสียหายที่ 1 และบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองนอนคว่ำหน้า แล้วร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยตบและกระทืบต้นคอ หลังจากนั้นคนร้ายทั้งสองปลดเอาสร้อยคอทองคำจากผู้เสียหายที่ 2 ไปรวม 2 เส้น สำหรับจำเลยนี้เป็นคนร้ายที่เข้ามาภายหลัง จำเลยถือท่อนไม้ขนาดข้อมือยาวประมาณ 1 เมตร และใช้ท่อนไม้ดังกล่าวตีลำตัวผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงนั้นพวกของจำเลยส่งอาวุธปืนให้จำเลยถือไว้คอยควบคุมผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยร่วมกับคนร้ายอีก 2 คน จับมือผู้เสียหายที่ 1 ไพล่หลังแล้วใส่กุญแจมือพร้อมกับล้วงเอาธนบัตรจำนวน 4,000 บาท จากกระเป๋าเสื้อ และปลดเอานาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ไปจากผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกับพวกช่วยกันใช้สายไฟฟ้ามัดมือและเท้าผู้เสียหายทั้งสองแล้วขับรถยนต์กระบะของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไปจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1. พิพากษายืน. (สุเมธ ตังคจิวางกูร-ปราโมทย์ ชพานนท์-ชวลิต ยอดเณร) ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายบรรหาร มูลทวี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69518
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดจันทบุรี",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค ๑",
        "judge": "นายบรรหาร มูลทวี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062917"
    }
}
date
2544
deka_no
6336/2544
deka_running_no
6336
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร",
    "ปราโมทย์ ชพานนท์",
    "ชวลิต ยอดเณร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193",
            "ม. 216"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชัยนาท กงแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี, 83 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 20,650 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง, 340 ตรี (ที่ถูกต้องประกอบด้วยมาตรา 83) จำคุก 18 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6,000 บาท และ 20,650 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 17 ปีเศษ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติยังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวทั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรีซึ่งอยู่ในท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดก็ยังมิได้เปิดทำการ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดจันทบุรีได้และแม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดจันทบุรี จะได้เปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้นในศาลจังหวัดจันทบุรี แต่ศาลจังหวัดจันทบุรีคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อมาอย่างคดีธรรมดา เท่ากับศาลจังหวัดจันทบุรีเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่โอนคดีนี้ไปยังแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดจันทบุรี ทั้งให้พิจารณาต่อไปอย่างคดีธรรมดาโดยไม่ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 59 กระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา การอุทธรณ์ฎีกาจึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีนี้อย่างคดีธรรมดาได้เช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุในตอนแรกมีคนร้าย 2 คน ถืออาวุธปืนสั้นคนละกระบอกเข้ามาในขนำที่พัก คนร้ายคนหนึ่งใช้อาวุธปืนจี้ศีรษะผู้เสียหายที่ 1 และบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองนอนคว่ำหน้า แล้วร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองโดยตบและกระทืบต้นคอ หลังจากนั้นคนร้ายทั้งสองปลดเอาสร้อยคอทองคำจากผู้เสียหายที่ 2 ไปรวม 2 เส้น สำหรับจำเลยนี้เป็นคนร้ายที่เข้ามาภายหลัง จำเลยถือท่อนไม้ขนาดข้อมือยาวประมาณ 1 เมตร และใช้ท่อนไม้ดังกล่าวตีลำตัวผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงนั้นพวกของจำเลยส่งอาวุธปืนให้จำเลยถือไว้คอยควบคุมผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยร่วมกับคนร้ายอีก 2 คน จับมือผู้เสียหายที่ 1 ไพล่หลังแล้วใส่กุญแจมือพร้อมกับล้วงเอาธนบัตรจำนวน 4,000 บาท จากกระเป๋าเสื้อ และปลดเอานาฬิกาข้อมือ 1 เรือน ไปจากผู้เสียหายที่ 1 จำเลยกับพวกช่วยกันใช้สายไฟฟ้ามัดมือและเท้าผู้เสียหายทั้งสองแล้วขับรถยนต์กระบะของผู้เสียหายที่ 1 หลบหนีไปจึงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.

พิพากษายืน.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001099.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544