คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6205/2544 ฉบับเต็ม

#69560
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6205/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายจักรี สุขใจ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 195, มาตรา 215, มาตรา 216, มาตรา 218 วรรคหนึ่ง, มาตรา 225, มาตรา 226, มาตรา 227 วรรคสอง พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนและขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าว ทำให้น่าสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นดังที่พยานโจทก์เบิกความ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองให้การ รับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น ก็มีความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจหรือ รับสารภาพเพราะถูกขู่บังคับและถูกทำร้าย เมื่อฟังไม่ได้แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจก็ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และได้ความว่าจำเลยทั้งสองไม่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ศาลชั้นต้นพิพากษา ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แม้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๓๘ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ? และจำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง ? จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ได้กระทำผิดตามโจทก์ฟ้องนั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประทวน พวงจำปา และสิบตำรวจตรีทวีศักดิ์ วงศ์โกษฐ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความเป็นพยาน เห็นว่า คำให้การของร้อยตำรวจเอกประทวนแตกต่างกับคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนฉบับแรกที่ได้ให้การไว้และข้อความที่ระบุไว้ในหลักฐานการตรวจรับยาเสพติดให้โทษและรายงานผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นนั้นแตกต่างกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งเรื่องจำนวน และลักษณะของเมทแอมเฟตามีน ตลอดจนวัตถุที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีน ดังนั้นการที่พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนและขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าวทำให้น่าสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นดังที่ร้อยตำรวจเอกประทวนและสิบตำรวจตรีทวีศักดิ์ เบิกความ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำร้ายจำเลยที่ ๒ จนจำเลยที่ ๒ ต้องยอมให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๑ ถูกขู่บังคับว่าถ้าไม่รับสารภาพก็จะโดนทำร้ายเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงต้องยอมให้การรับสารภาพ ทำให้มีความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจหรือรับสารภาพเพราะถูกขู่บังคับและถูกทำร้าย เมื่อฟังไม่ได้ แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจก็ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และร้อยตำรวจเอกประทวนยังตอบทนายความจำเลยที่ ๑ ถามค้านได้ความว่า จำเลยทั้งสองไม่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จากเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้แน่ชัด และมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลย ทั้งสองได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง ส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แม้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและข้อหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๒ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรเช่นเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำผิดฐานนี้หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ ๒ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางให้ริบ (ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-สบโชค สุขารมณ์) ศาลอาญา - นายเถลิงศักดิ์ คำสุระ ศาลอุทธรณ์ - นางสิริรัตน์ จันทรา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69560
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายเถลิงศักดิ์ คำสุระ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสิริรัตน์ จันทรา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063032"
    }
}
date
2544
deka_no
6205/2544
deka_running_no
6205
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185",
            "ม. 195",
            "ม. 215",
            "ม. 216",
            "ม. 218 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 225",
            "ม. 226",
            "ม. 227 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจักรี สุขใจ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๓๘ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง, ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ? และจำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวาง เจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง ?

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ได้กระทำผิดตามโจทก์ฟ้องนั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอกประทวน พวงจำปา และสิบตำรวจตรีทวีศักดิ์ วงศ์โกษฐ์ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความเป็นพยาน เห็นว่า คำให้การของร้อยตำรวจเอกประทวนแตกต่างกับคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนฉบับแรกที่ได้ให้การไว้และข้อความที่ระบุไว้ในหลักฐานการตรวจรับยาเสพติดให้โทษและรายงานผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นนั้นแตกต่างกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งเรื่องจำนวน และลักษณะของเมทแอมเฟตามีน ตลอดจนวัตถุที่ใช้บรรจุเมทแอมเฟตามีน ดังนั้นการที่พยานโจทก์เบิกความแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนและขัดแย้งกับพยานเอกสารดังกล่าวทำให้น่าสงสัยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นดังที่ร้อยตำรวจเอกประทวนและสิบตำรวจตรีทวีศักดิ์ เบิกความ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนนั้น จำเลยทั้งสองอ้างว่าเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำร้ายจำเลยที่ ๒ จนจำเลยที่ ๒ ต้องยอมให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๑ ถูกขู่บังคับว่าถ้าไม่รับสารภาพก็จะโดนทำร้ายเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ จึงต้องยอมให้การรับสารภาพ ทำให้มีความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจหรือรับสารภาพเพราะถูกขู่บังคับและถูกทำร้าย เมื่อฟังไม่ได้ แน่ชัดว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยสมัครใจก็ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และร้อยตำรวจเอกประทวนยังตอบทนายความจำเลยที่ ๑ ถามค้านได้ความว่า จำเลยทั้งสองไม่มีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จากเหตุผลดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้แน่ชัด และมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลย ทั้งสองได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง

ส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ เดือนและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แม้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและข้อหาดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๒ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงเป็นข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรเช่นเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ได้กระทำผิดฐานนี้หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ ๒

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางให้ริบ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001100.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544