คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5815/2544 ฉบับเต็ม

#69577
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5815/2544 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นางผ่องพรรณ จงไชโยหรือวิรัตน์โยสินทร์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 93, มาตรา 172, มาตรา 177 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 541,563.65 บาท จำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าว ถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน 541,563.65 บาท โดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้เอกสารที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยไม่ชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๗๗๖,๐๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๒๓๓,๔๖๑.๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ ๖,๓๐๑ บาท ทุก ๓ ปี ต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่รับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดแสดงสถานภาพของโจทก์ นายสิทธิชัย ตันติ์พิพัฒน์ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๗๗๕,๐๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๒๓๓,๔๖๑.๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ) เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๐๐๘ ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนจำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี และจดทะเบียนจำนองที่ดิน ๑ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันกู้เงินดังกล่าวไว้แก่โจทก์ในวงเงิน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดไปแก่โจทก์จนครบถ้วน คดีมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่า บัญชีเงินกู้เป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้อง จึงเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๕๔๑,๕๖๓.๖๕ แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแต่ประการใดเลย ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระ ดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน ๕๔๑,๕๖๓.๖๕ บาท โดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้ที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐาน เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประชา ประสงค์จรรยา-ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ-สุรพล เจียมจูไร) ศาลแพ่ง - นางดวงใจ สิงหนาท ศาลอุทธรณ์ - นางจิระวรรณ ศิริบุตร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69577
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางดวงใจ สิงหนาท"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางจิระวรรณ ศิริบุตร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082063484"
    }
}
date
2544
deka_no
5815/2544
deka_running_no
5815
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ",
    "สุรพล เจียมจูไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 93",
            "ม. 172",
            "ม. 177 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางผ่องพรรณ จงไชโยหรือวิรัตน์โยสินทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๗๗๖,๐๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๒๓๓,๔๖๑.๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเบี้ยประกันภัยครั้งละ ๖,๓๐๑ บาท ทุก ๓ ปี ต่อครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่รับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานใดแสดงสถานภาพของโจทก์ นายสิทธิชัย ตันติ์พิพัฒน์ ไม่ใช่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓,๗๗๕,๐๒๕.๓๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓,๒๓๓,๔๖๑.๗๔ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ) เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๖๐๐๘ ตำบลสวนหลวง (พระโขนงฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนจำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี และจดทะเบียนจำนองที่ดิน ๑ แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันกู้เงินดังกล่าวไว้แก่โจทก์ในวงเงิน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้เงินส่วนที่ขาดไปแก่โจทก์จนครบถ้วน

คดีมีปัญหาตามที่จำเลยฎีกาว่า บัญชีเงินกู้เป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้อง จึงเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยมีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน ๕๔๑,๕๖๓.๖๕ แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ให้การต่อสู้หรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่ค้างชำระดังกล่าวแต่ประการใดเลย ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ข้อเท็จจริงต้องฟังตามคำฟ้องว่าจำเลยค้างชำระ ดอกเบี้ยแก่โจทก์จำนวน ๕๔๑,๕๖๓.๖๕ บาท โดยไม่ต้องสืบพยาน เมื่อบัญชีเงินกู้ที่โจทก์นำสืบเป็นพยานหลักฐาน เกี่ยวกับจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบัญชีเงินกู้เป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้เพราะเป็นเอกสารปลอมและเป็นสำเนาไม่ถูกต้องหรือไม่ แม้ศาลทั้งสองจะได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาควาแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001104.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544