คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 ฉบับเต็ม

#69581
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเพชร ธนสุวรรณรัตน์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 331, มาตรา 333, มาตรา 334, มาตรา 335 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 40, มาตรา 192 ป.วิ.พ. มาตรา 135, มาตรา 136 การวางเงินของจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อบรรเทาผลร้ายและจำเลยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษจำเลยสถานเบา ซึ่งศาลชั้นต้นได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้จำเลย ทั้งการวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ครั้งแรก ผู้เสียหายยังไม่ยอมรับเงินเนื่องจากเห็นว่าเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป มิใช่ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายหรือไม่ประสงค์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเสียทีเดียว จำเลยไปขอรับเงินคืนภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเรียกผู้เสียหายมาสอบถาม เมื่อผู้เสียหายแถลงว่าประสงค์จะรับเงินจำเลยจึงไม่อาจถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้ จำเลยเป็นผู้ขอวางเงินชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการวางโทษจำเลยสถานเบา การวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคดี ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๐๐ , ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ. ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๔๓ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ. ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖ , ๑๗ , ๖๐ , ๖๕ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ. ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๑ , ๓๙ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษฐานขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานใช้รถ ที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานไม่แจ้งการโอนรถ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานใช้รถที่มิได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ ๕,๐๐๐ บาท และฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ปรับ ๘,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔,๐๐๐ บาท พิเคราะห์ พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า จำเลยขับรถขณะเมาสุราและด้วยความเร็วสูง อันเป็นความประมาทร้ายแรง แม้จำเลยจะบรรเทาผลร้ายโดยนำเงินมาวางศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไป ก็ไม่มีเหตุพอ ที่จะรอ การลงโทษให้ แต่ศาลได้นำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแล้ว ต่อมาภายหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำเงินค่าเสียหายจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท มาวางศาลเพื่อให้ผู้เสียหายในคดีนี้มาขอรับไป แต่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ยอมรับเงิน จำเลยจึงขอรับเงินดังกล่าวคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายนัดผู้เสียหายมาสอบถามก่อนโดยไม่คืนเงินค่าเสียหาย ๑๖๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ก่อนส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ ในวันที่ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม ผู้เสียหายแถลงประสงค์จะรับเงินจำนวน ดังกล่าว และต่อมาได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ฯลฯ จำเลยให้การรับสารภาพและแถลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท โดยได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เห็นว่า การวางเงินดังกล่าวของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการกระทำความผิดของจำเลยและจำเลยยังประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษจำเลยสถานเบาด้วยซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้จำเลยแล้ว ทั้งวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ครั้งแรกผู้เสียหาย ยังไม่ยอมรับเงินที่จำเลยนำมาวางในคดีนี้ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป มิใช่ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะเรียก ค่าเสียหายหรือไม่ประสงค์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเสียทีเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเรียกผู้เสียหายไปสอบถามเมื่อจำเลยไปขอรับเงินคืนภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นเรียกผู้เสียหายไปสอบถาม ผู้เสียหายก็แถลงว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจ ถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏเรื่องจำนวน ๑๖๐,๐๐๐บาท ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งในเรื่องนี้ นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีอาญาและโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือมีคำขอเกี่ยวกับเงินค่าเสียหายจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม แต่จำเลยเป็นผู้ขอวางเงินชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการวางโทษจำเลยสถานเบา การวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคดีศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ พิพากษายืน (สุรพล เจียมจูไร-ปราโมทย์ ชพานนท์-ประชา ประสงค์จรรยา) ศาลอาญาธนบุรี - นายเจียม เสาวภา ศาลอุทธรณ์ - นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69581
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาธนบุรี",
        "judge": "นายเจียม เสาวภา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061912"
    }
}
date
2544
deka_no
7024/2544
deka_running_no
7024
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "ปราโมทย์ ชพานนท์",
    "ประชา ประสงค์จรรยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 331",
            "ม. 333",
            "ม. 334",
            "ม. 335"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 40",
            "ม. 192"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 135",
            "ม. 136"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเพชร ธนสุวรรณรัตน์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ , ๓๐๐ , ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ. ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๔๓ , ๑๕๗ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ. ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖ , ๑๗ , ๖๐ , ๖๕ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ. ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๑ , ๓๙ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ลงโทษฐานขับรถเมื่อใบอนุญาตขับรถสิ้นอายุ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานใช้รถ ที่ยังมิได้เสียภาษีประจำปี ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานไม่แจ้งการโอนรถ ปรับ ๑,๐๐๐ บาท ฐานใช้รถที่มิได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ ๕,๐๐๐ บาท และฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๒ ปี ปรับ ๘,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑ ปี ปรับ ๔,๐๐๐ บาท พิเคราะห์ พฤติการณ์แห่งคดีและรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า จำเลยขับรถขณะเมาสุราและด้วยความเร็วสูง อันเป็นความประมาทร้ายแรง แม้จำเลยจะบรรเทาผลร้ายโดยนำเงินมาวางศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไป ก็ไม่มีเหตุพอ ที่จะรอ การลงโทษให้ แต่ศาลได้นำมาประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษแล้ว

ต่อมาภายหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นถึงที่สุดจำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำเงินค่าเสียหายจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท มาวางศาลเพื่อให้ผู้เสียหายในคดีนี้มาขอรับไป แต่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ยอมรับเงิน จำเลยจึงขอรับเงินดังกล่าวคืน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายนัดผู้เสียหายมาสอบถามก่อนโดยไม่คืนเงินค่าเสียหาย ๑๖๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ก่อนส่งสำนวนมาศาลอุทธรณ์ ในวันที่ศาลชั้นต้นนัดสอบถาม ผู้เสียหายแถลงประสงค์จะรับเงินจำนวน ดังกล่าว และต่อมาได้ยื่นคำแถลงขอรับเงินแล้ว

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ฯลฯ จำเลยให้การรับสารภาพและแถลงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท โดยได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เห็นว่า การวางเงินดังกล่าวของจำเลยต่อศาลชั้นต้น เพื่อบรรเทาผลร้ายจากการกระทำความผิดของจำเลยและจำเลยยังประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการลงโทษจำเลยสถานเบาด้วยซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเหตุบรรเทาโทษให้จำเลยแล้ว ทั้งวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่า จำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น การที่ครั้งแรกผู้เสียหาย ยังไม่ยอมรับเงินที่จำเลยนำมาวางในคดีนี้ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป มิใช่ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะเรียก ค่าเสียหายหรือไม่ประสงค์รับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเสียทีเดียว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเรียกผู้เสียหายไปสอบถามเมื่อจำเลยไปขอรับเงินคืนภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นเรียกผู้เสียหายไปสอบถาม ผู้เสียหายก็แถลงว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่อาจ ถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏเรื่องจำนวน ๑๖๐,๐๐๐บาท ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจสั่งในเรื่องนี้ นั้น เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีอาญาและโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือมีคำขอเกี่ยวกับเงินค่าเสียหายจำนวน ๑๖๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม แต่จำเลยเป็นผู้ขอวางเงินชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลใช้เป็นดุลพินิจในการวางโทษจำเลยสถานเบา การวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายต่อศาล จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับคดีศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะสั่งเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001090.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544