คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7449/2544 ฉบับเต็ม

#69594
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7449/2544 นายลม หุ่นเป้า โดยนายสมชาติ ลาภคล้อยมา โจทก์ เฉิดโฉม ปัทมานุช กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1748, มาตรา 1754 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินพิพาท คงมีแต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เนื้อที่ 36.58 ตารางวา คืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้เสียภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่อาจปฏิบัติได้ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายสมชาติ ลาภคล้อยมา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์จำนวน 20.90 ตารางวา โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,090,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 14.632 ตารางวา หากไม่สามารถโอนได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 1,463,200 บาท แก่โจทก์ ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมนางทองปลั่งหรือปลั่ง หุ่นเป้าหรือปัทมานุชหรือเรืองกูร เจ้ามรดกมีสามีคนแรกคือ นายเชาว์ เรืองกูร มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางชวนชื่น ไชยชนะ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2484 เจ้ามรดกได้จดทะเบียนสมรสกับนายประสงค์ ปัทมานุช มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร มีการแบ่งแยกโดยนายประสงค์ได้รับยกให้มีเนื้อที่ 1 ไร่ 39 ตารางวา วันที่ 6 มิถุนายน 2489 นายประสงค์ได้จดทะเบียนให้เจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเสน่หา แต่ไม่ได้ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิมหรือสินสมรส จึงต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 (เดิม) ซึ่งเจ้ามรดกมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน ตามมาตรา 1517 (เดิม) วันที่ 6 พฤษภาคม 2491 นายประสงค์และเจ้ามรดกหย่าขาดจากกัน หลังจากนั้นเจ้ามรดกไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสายัณห์หรืออาทิตย์ จีระพันธ์ และมีบุตรด้วยกัน คือนายปราโมช จีระพันธ์ ต่อมาเจ้ามรดกได้เลิกร้างจากนายสายัณห์และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 วันที่ 14 เมษายน 2518 เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามคำฟ้องโจทก์ 7 คน คือโจทก์ นางชวนชื่น จำเลยทั้งสี่และนายปราโมทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2518 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินพิพาทเลยจนกระทั่งปัจจุบัน โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้นำตึกแถว 14 ห้อง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่าโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยได้รับเงินค่าเช่าเลย โจทก์ได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2532 และลาสิกขาบทเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้นที่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว ฉะนั้น สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์แม้นางชวนชื่น ไชยชนะ จะเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2533 แต่ก็เป็นภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 15 ปี และเป็นภายหลังจากที่สิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกอีกทั้งคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางชวนชื่นก็มิได้ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทแต่อย่างใด และในคดีที่นางชวนชื่นในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ระบุว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกมีเพียง 5 คน คือ นางชวนชื่น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชเท่านั้น เมื่อนางชวนชื่นขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทเช่นกัน ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ 4 จึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยื่นต่อศาล ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกลงให้ที่ดินพิพาทและตึกแถว 14 ห้อง อันเป็นทรัพย์มรดกตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น ศาลจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ดังนี้ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยนางชวนชื่นและโดยจำเลยที่ 4 การร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชที่ให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดก เท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 แล้วไม่ ฉะนั้น จึงถือไม่ได้ว่านางชวนชื่น นายปราโมช และจำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ไม่ โจทก์จะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. (กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลแพ่งธนบุรี - นายวิวัธน ทองลงยา ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ ทรัพย์แสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69594
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายวิวัธน ทองลงยา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประพันธ์ ทรัพย์แสง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061167"
    }
}
date
2544
deka_no
7449/2544
deka_running_no
7449
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1748",
            "ม. 1754"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายลม หุ่นเป้า โดยนายสมชาติ ลาภคล้อยมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "เฉิดโฉม ปัทมานุช กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เนื้อที่ 36.58 ตารางวา คืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้เสียภาษีและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสี่หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่อาจปฏิบัติได้ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 9,145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นายสมชาติ ลาภคล้อยมา ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์จำนวน 20.90 ตารางวา โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,090,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 เฉพาะส่วนที่เป็นมรดกตกแก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 14.632 ตารางวา หากไม่สามารถโอนได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 1,463,200 บาท แก่โจทก์ ยกคำขอในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมนางทองปลั่งหรือปลั่ง หุ่นเป้าหรือปัทมานุชหรือเรืองกูร เจ้ามรดกมีสามีคนแรกคือ นายเชาว์ เรืองกูร มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางชวนชื่น ไชยชนะ ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2484 เจ้ามรดกได้จดทะเบียนสมรสกับนายประสงค์ ปัทมานุช มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 527 ตำบลคลองสาน อำเภอคลองสาน (บางลำภูล่าง) กรุงเทพมหานคร มีการแบ่งแยกโดยนายประสงค์ได้รับยกให้มีเนื้อที่ 1 ไร่ 39 ตารางวา วันที่ 6 มิถุนายน 2489 นายประสงค์ได้จดทะเบียนให้เจ้ามรดกเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเสน่หา แต่ไม่ได้ระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวหรือสินเดิมหรือสินสมรส จึงต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1466 (เดิม) ซึ่งเจ้ามรดกมีสิทธิ 1 ใน 3 ส่วน ตามมาตรา 1517 (เดิม) วันที่ 6 พฤษภาคม 2491 นายประสงค์และเจ้ามรดกหย่าขาดจากกัน หลังจากนั้นเจ้ามรดกไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสายัณห์หรืออาทิตย์ จีระพันธ์ และมีบุตรด้วยกัน คือนายปราโมช จีระพันธ์ ต่อมาเจ้ามรดกได้เลิกร้างจากนายสายัณห์และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 วันที่ 14 เมษายน 2518 เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมและไม่ได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ มีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตามคำฟ้องโจทก์ 7 คน คือโจทก์ นางชวนชื่น จำเลยทั้งสี่และนายปราโมทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2518 ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2518 ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันประมาณ 3 เดือน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินพิพาทเลยจนกระทั่งปัจจุบัน โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้นำตึกแถว 14 ห้อง ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทให้ผู้อื่นเช่าโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยได้รับเงินค่าเช่าเลย โจทก์ได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2532 และลาสิกขาบทเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้นที่เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกโดยโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องเลยเป็นเวลาเกิน 10 ปี แล้ว ฉะนั้น สิทธิของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่แบ่งมรดกซึ่งเป็นคดีมรดกจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 สิทธิในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์มรดกย่อมตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์แม้นางชวนชื่น ไชยชนะ จะเคยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2533 แต่ก็เป็นภายหลังที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วประมาณ 15 ปี และเป็นภายหลังจากที่สิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกอีกทั้งคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางชวนชื่นก็มิได้ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทแต่อย่างใด และในคดีที่นางชวนชื่นในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ระบุว่าทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกมีเพียง 5 คน คือ นางชวนชื่น จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชเท่านั้น เมื่อนางชวนชื่นขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่ระบุว่าโจทก์เป็นทายาทเช่นกัน ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน จำเลยที่ 4 จึงขอถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยื่นต่อศาล ซึ่งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวตกลงให้ที่ดินพิพาทและตึกแถว 14 ห้อง อันเป็นทรัพย์มรดกตกแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น ศาลจึงอนุญาตให้จำเลยที่ 4 ถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกแทน ดังนี้ จึงเป็นที่เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยนางชวนชื่นและโดยจำเลยที่ 4 การร้องคัดค้านของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายปราโมชที่ให้ถอนจำเลยที่ 4 จากการเป็นผู้จัดการมรดก รวมทั้งการทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ก็เพื่อจะดำเนินการให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิโดยสมบูรณ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดก เท่านั้น หาใช่เพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งสิ้นสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์มรดกไปโดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 แล้วไม่ ฉะนั้น จึงถือไม่ได้ว่านางชวนชื่น นายปราโมช และจำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแทนหรือเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ไม่ โจทก์จะยกเอาประโยชน์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 มาอ้างสิทธิเพื่อเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่แบ่งทรัพย์มรดกเมื่อล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วหาได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001083.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544