คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2544 ฉบับเต็ม

#69598
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2544 นางปริม ธนะโชติ โจทก์ นางปริม ธนะโชติ เจ้าหนี้ นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 456, มาตรา 850, มาตรา 852, มาตรา 900 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ขณะทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ลูกหนี้ เจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างมีเจตนา อันแท้จริงที่จะผูกพันกันตามราคาที่ดินและเงื่อนไขการชำระราคาตามสัญญาจะซื้อขาย ส่วนการทำสัญญาขายที่ดิน เป็นเพียงวิธีดำเนินการให้มีการจดทะเบียนซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์กันตามกฎหมายเท่านั้น การที่ลูกหนี้สั่งจ่าย เช็คพิพาทชำระค่าเสียหายอันเนื่องจากเช็คค่าที่ดินเดิมถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยเจ้าหนี้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกหนี้ต่อไป จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ระงับข้อพิพาท ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน และมีผลให้เจ้าหนี้ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850, 852 เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้ตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดและต่อมาได้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมคดีล้มละลายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๓๑,๐๑๖,๗๑๔.๙๙ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำรายงานความเห็นว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้ชำระหนี้ตามเช็ค เพราะไม่มีมูลที่จะอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑) เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๐๗ (๑) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปถึงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็น วันพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด โดยดอกเบี้ยเป็นเงินไม่เกิน ๖,๐๑๕,๖๒๔.๙๙ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทีคู่ความต่างไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ลูกหนี้ได้ตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๔๓ จากเจ้าหนี้ในราคา ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งชำระราคา ๓ งวด เป็นเช็คฉบับละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ ต่อมาวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่ลูกหนี้ โดยระบุราคาซื้อขายที่ดิน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ชำระราคาเรียบร้อยแล้ว ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ ในวันดังกล่าว ลูกหนี้ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ได้คืนเช็คฉบับแรกแก่ลูกหนี้ ส่วนเช็คที่เหลืออีก ๒ ฉบับ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เจ้าหนี้จึงดำเนิน คดีอาญาแก่ลูกหนี้ ลูกหนี้ตกลงยินยอมทำบันทึกขอใช้ค่าเสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๖ จำนวน ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่เจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ได้ถอนคำร้องทุกข์ ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ให้เป็นบุคคลล้มละลาย และขอรับชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมคดีล้มละลาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระแก่เจ้าหนี้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า ความผูกพันที่ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินตามเช็คอีก ๒ ฉบับ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ เป็นอันระงับไปตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ที่สั่งจ่ายเป็นค่าเสียหายอันเนื่องจากเช็คชำระค่าที่ดินดังกล่าว ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น เห็นว่า แม้สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ จะระบุว่าราคาที่ดิน ที่ซื้อขายกันเป็นเงิน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ชำระราคาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าในวันทำสัญญา ดังกล่าวซึ่งได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ลูกหนี้ได้ชำระเงินจำนวน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท ตามข้อความในสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ แก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด คงได้ความตามคำให้การของพยานเจ้าหนี้ใน ชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้แต่เพียงว่าในวันทำสัญญาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ลูกหนี้ได้ชำระเงินค่าที่ดินแก่เจ้าหนี้เพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ได้คืนเช็คชำระค่าที่ดินฉบับแรกให้แก่ลูกหนี้โดยมิได้มีการตกลง เวนคืนเช็คค่าที่ดินที่เหลืออีก ๒ ฉบับ ที่จะถึงกำหนดชำระภายหลังวันทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ลูกหนี้ หรือมีการกระทำใด ๆ อันแสดงว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ตกลงจะไม่ผูกพันกันตามราคาที่ดินละเช็คทั้ง ๒ ฉบับ ดังกล่าวตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.๑ อีกต่อไป ประกอบกับภายหลังเมื่อธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงินตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ แล้ว ลูกหนี้ยังได้ตกลงยินยอมใช้ค่าเสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ เดิมดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าขณะทำหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างมีเจตนาอันแท้จริงที่จะคงผูกพันกันตามราคาที่ดินและเงื่อนไขการชำระราคาตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.๑ ส่วนการทำหนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑๖ เป็นเพียงวิธีดำเนินการให้มีการการ จดทะเบียนซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายหาได้มีเจตนาจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับเดิมแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ชำระค่าเสียหายอันเนื่องจาก เช็คค่าที่ดิน ๒ ฉบับ เดิมถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเจ้าหนี้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกหนี้ต่อไป จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอม ผ่อนผันให้แก่กัน และมีผลให้เจ้าหนี้ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐, ๘๕๒ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ . (สมชาย พงษธา-ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายสมจิตร์ ปอพิมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69598
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายสมจิตร์ ปอพิมาย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082060173"
    }
}
date
2544
deka_no
8303/2544
deka_running_no
8303
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 456",
            "ม. 850",
            "ม. 852",
            "ม. 900"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 94"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางปริม ธนะโชติ"
    },
    {
        "role": "เจ้าหนี้",
        "name": "นางปริม ธนะโชติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเอก ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย (ลูกหนี้) เด็ดขาดและต่อมาได้พิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมคดีล้มละลายรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน ๓๑,๐๑๖,๗๑๔.๙๙ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำรายงานความเห็นว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิได้ชำระหนี้ตามเช็ค เพราะไม่มีมูลที่จะอ้างได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑) เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๑๐๗ (๑)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีล้มละลายพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปถึงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็น วันพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด โดยดอกเบี้ยเป็นเงินไม่เกิน ๖,๐๑๕,๖๒๔.๙๙ บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทีคู่ความต่างไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ลูกหนี้ได้ตกลงจะซื้อที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ ๘๕๔๓ จากเจ้าหนี้ในราคา ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งชำระราคา ๓ งวด เป็นเช็คฉบับละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ ต่อมาวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่ลูกหนี้ โดยระบุราคาซื้อขายที่ดิน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ชำระราคาเรียบร้อยแล้ว ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ ในวันดังกล่าว ลูกหนี้ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ได้คืนเช็คฉบับแรกแก่ลูกหนี้ ส่วนเช็คที่เหลืออีก ๒ ฉบับ ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เจ้าหนี้จึงดำเนิน คดีอาญาแก่ลูกหนี้ ลูกหนี้ตกลงยินยอมทำบันทึกขอใช้ค่าเสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ลงวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๓๖ จำนวน ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่เจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ได้ถอนคำร้องทุกข์ ครั้นเมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เจ้าหนี้จึงนำมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้ให้เป็นบุคคลล้มละลาย และขอรับชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมคดีล้มละลาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระแก่เจ้าหนี้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า ความผูกพันที่ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ค่าที่ดินตามเช็คอีก ๒ ฉบับ ตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๑ เป็นอันระงับไปตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ ลูกหนี้จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ที่สั่งจ่ายเป็นค่าเสียหายอันเนื่องจากเช็คชำระค่าที่ดินดังกล่าว ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินนั้น เห็นว่า แม้สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ จะระบุว่าราคาที่ดิน ที่ซื้อขายกันเป็นเงิน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท และลูกหนี้ได้ชำระราคาเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าในวันทำสัญญา ดังกล่าวซึ่งได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ลูกหนี้ได้ชำระเงินจำนวน ๑๓,๗๕๐,๐๐๐ บาท ตามข้อความในสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ แก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด คงได้ความตามคำให้การของพยานเจ้าหนี้ใน ชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้แต่เพียงว่าในวันทำสัญญาและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ลูกหนี้ได้ชำระเงินค่าที่ดินแก่เจ้าหนี้เพียง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเจ้าหนี้ได้คืนเช็คชำระค่าที่ดินฉบับแรกให้แก่ลูกหนี้โดยมิได้มีการตกลง เวนคืนเช็คค่าที่ดินที่เหลืออีก ๒ ฉบับ ที่จะถึงกำหนดชำระภายหลังวันทำสัญญาขายที่ดินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ลูกหนี้ หรือมีการกระทำใด ๆ อันแสดงว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ตกลงจะไม่ผูกพันกันตามราคาที่ดินละเช็คทั้ง ๒ ฉบับ ดังกล่าวตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.๑ อีกต่อไป ประกอบกับภายหลังเมื่อธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงินตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ แล้ว ลูกหนี้ยังได้ตกลงยินยอมใช้ค่าเสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากับจำนวนตามเช็คทั้ง ๒ ฉบับ เดิมดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าขณะทำหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย จ.๑๖ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่ลูกหนี้นั้น เจ้าหนี้และลูกหนี้ต่างมีเจตนาอันแท้จริงที่จะคงผูกพันกันตามราคาที่ดินและเงื่อนไขการชำระราคาตามสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.๑ ส่วนการทำหนังสือสัญญาขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.๑๖ เป็นเพียงวิธีดำเนินการให้มีการการ จดทะเบียนซื้อขายเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายหาได้มีเจตนาจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับเดิมแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ ชำระค่าเสียหายอันเนื่องจาก เช็คค่าที่ดิน ๒ ฉบับ เดิมถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยเจ้าหนี้ยินยอมถอนคำร้องทุกข์และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ลูกหนี้ต่อไป จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่ให้เสร็จไปด้วยต่างยอม ผ่อนผันให้แก่กัน และมีผลให้เจ้าหนี้ได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๐, ๘๕๒ เจ้าหนี้จึงชอบที่จะได้รับชำระตามเช็คพิพาททั้ง ๒ ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001074.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544