คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6453/2544 ฉบับเต็ม

#69603
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6453/2544 บริษัทชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด โจทก์ บริษัทยูบีที จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/29, มาตรา 295, มาตรา 823 ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1), มาตรา 142 (5), มาตรา 183, มาตรา 246, มาตรา 247 เมื่อศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าการโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเป็นการโฆษณาของบริษัทอื่นไม่ใช่ของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 กระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ 1 ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ทำการใด ๆ แทนจำเลยที่ 1 ผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 มูลความแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ อันจะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) มาใช้บังคับจึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2537 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2537 จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่า ที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เล่มรวมหมวดธุรกิจฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเขตพระนครหลวง ประจำปี ประเภทธุรกิจดูดความชื้น - อุปกรณ์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ตกลงค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อได้มีการตีพิมพ์โดยแบ่งชำระเป็น ๓ งวดเท่า ๆ กัน งวดแรกชำระในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ งวดที่สองชำระในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และงวดที่สามชำระในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๗ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากยอดที่ค้างชำระ ในการว่าจ้างโจทก์ ลงโฆษณาดังกล่าวได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือโดยมีจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา โจทก์พิมพ์โฆษณา ใส่สมุดโทรศัพท์ให้จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ ๗ จากยอดเงินค่าจ้างจำนวน ๔,๙๕๙ บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๘,๓๓๒ บาท รวมต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐๔,๑๒๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐๔,๑๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๒ รับผิดใช้เงินตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีมีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้คดีไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) จึงต้องฟังว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความไปด้วยหรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ว่า การโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษตามเอกสารหมาย จ.๗ แผ่นที่ ๒ เป็นการโฆษณาของบริษัทยูบีทีเอนจิเนียริ่ง จำกัด ไม่ใช่บริษัทจำเลยที่ ๑ แต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทของจำเลยที่ ๑ และกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ ๑ ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ทำการใด ๆ แทน จำเลยที่ ๑ ผลแห่งการวินิจฉัยกล่าวทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ มูลแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้แบ่งแยกกันมิได้ อันจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) มาใช้บังคับ จึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาทนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ . (ผล อนุวัตรนิติการ-พิชิต คำแฝง-โนรี จันทร์ทร) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายวิทยา วิมลสุรนาถ ศาลอุทธรณ์ - นายสุนทร นาเนกรังสรรค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69603
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายวิทยา วิมลสุรนาถ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุนทร นาเนกรังสรรค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062689"
    }
}
date
2544
deka_no
6453/2544
deka_running_no
6453
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ผล อนุวัตรนิติการ",
    "พิชิต คำแฝง",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/29",
            "ม. 295",
            "ม. 823"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 59 (1)",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 183",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทยูบีที จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองร่วมกันว่าจ้างโจทก์ลงโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เล่มรวมหมวดธุรกิจฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษเขตพระนครหลวง ประจำปี ประเภทธุรกิจดูดความชื้น - อุปกรณ์ ซึ่งเป็นธุรกิจของจำเลยทั้งสอง ตกลงค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อได้มีการตีพิมพ์โดยแบ่งชำระเป็น ๓ งวดเท่า ๆ กัน งวดแรกชำระในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๓๗ งวดที่สองชำระในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๗ และงวดที่สามชำระในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๓๗ หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากยอดที่ค้างชำระ ในการว่าจ้างโจทก์ ลงโฆษณาดังกล่าวได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือโดยมีจำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อในใบสั่งโฆษณา โจทก์พิมพ์โฆษณา ใส่สมุดโทรศัพท์ให้จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ให้จำเลยทั้งสองเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าจ้างจำนวน ๗๐,๘๓๐ บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีกร้อยละ ๗ จากยอดเงินค่าจ้างจำนวน ๔,๙๕๙ บาท และโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างตั้งแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๘,๓๓๒ บาท รวมต้นเงินภาษีมูลค่าเพิ่มและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๐๔,๑๒๑ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสอง ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐๔,๑๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๒ รับผิดใช้เงินตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ เจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาท นับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๒ เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ว่า การที่จำเลยที่ ๑ ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีมีผลไปถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้คดีไว้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) จึงต้องฟังว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความไปด้วยหรือไม่ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓๘ ประกอบมาตรา ๒๔๗ ว่า การโฆษณาในสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับหน้าเหลืองภาษาอังกฤษตามเอกสารหมาย จ.๗ แผ่นที่ ๒ เป็นการโฆษณาของบริษัทยูบีทีเอนจิเนียริ่ง จำกัด ไม่ใช่บริษัทจำเลยที่ ๑ แต่เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทของจำเลยที่ ๑ และกระทำไปโดยปราศจากอำนาจ และจำเลยที่ ๑ ไม่ให้สัตยาบัน จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๓ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ก็ให้การต่อสู้คดีไว้ตั้งแต่แรกว่าไม่เคยมอบหมายให้จำเลยที่ ๒ ทำการใด ๆ แทน จำเลยที่ ๑ ผลแห่งการวินิจฉัยกล่าวทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๒ มูลแห่งคดีจึงมิได้เป็นการชำระหนี้แบ่งแยกกันมิได้ อันจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๙ (๑) มาใช้บังคับ จึงนำเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้ให้การต่อสู้ไว้มิได้

อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จึงเป็นการพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อนี้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกา มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๗๕,๗๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน ๗๐,๘๓๐ บาทนับแต่วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001097.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544