คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528 -ที่ 6531/2544 ฉบับเต็ม

#69604
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528 - 6531/2544 บริษัทสุวินทวงศ์แลนด์ จำกัด โจทก์ นายจรูญ ปรางทอง กับพวกรวม 4 คน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1306, มาตรา 1382 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 177 วรรคสอง, มาตรา 183, มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 246, มาตรา 247, มาตรา 248 วรรคหนึ่ง, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง, มาตรา ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์และปลูกบ้านอยู่อาศัย ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดิน ที่ปลูกบ้านของจำเลยแต่ละคนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยแต่ละคนโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ 300 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ยกฟ้อง เมื่อทุนทรัพย์ตามฎีกาของจำเลยแต่ละคนแต่ละสำนวนที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีจำนวนไม่เกินจำนวน 200,000 บาท แม้จำเลยทั้งสี่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ก็ห้ามมิให้จำเลยแต่ละคนฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีจำนวนเพียง 44,000 บาท ไม่เกินจำนวน 50,000 บาท ห้ามมิให้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่3 ในข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อเท็จจริงโต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสี่ให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดในคำให้การเพราะจำเลยทั้งสี่สามารถสืบเหตุแห่งการได้มาโดยไม่สุจริตของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินในส่วนพิพาทมายังไม่ถึง 10 ปี จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 และจำเลยทั้งสี่ไม่อาจฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ได้ แม้จะวินิจฉัยฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ให้ ก็ไม่มีผลทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทและศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงในข้อดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แม้จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริต ก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ นอกจากจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังระบุไว้ในแผนผังท้ายคำให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ เพราะถ้าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่สาธารณะจำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้ เพราะจำเลย ทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1306 ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสี่แถลงรับว่า บ้านของจำเลยทั้งสี่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง และเจ้าหน้าที่ได้ทำแผนที่วิวาทและคำนวณเนื้อที่และตำแหน่งที่ตั้งบ้านถูกต้องตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำชี้จริง เช่นนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่ยกประเด็นนี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ที่ไม่ได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง คดีทั้งสี่สำนวนมีทุนทรัพย์พิพาทกันในแต่ละสำนวนแยกต่างหากจากกันได้ ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่ละสำนวนเกินกว่าอัตราขั้นสูง ตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้าย ป.วิ.พ. จึงไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็น สมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้ ___________________________ โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยแต่ละคนชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเดือนละ ๒๐๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินจำนวน ๒๗ ไร่เศษ ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิได้วางเงินค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทิ้งฟ้องแย้ง และให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ ๓๐๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปหมดสิ้น ให้จำเลยทั้งสี่แต่ละคนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๓๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์และปลูกบ้านอยู่อาศัยคิดเป็นราคาที่ดินจำนวน ๘๒,๕๐๐ บาท จำนวน ๖๖,๐๐๐ บาท จำนวน ๔๔,๐๐๐ บาท และจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินที่ปลูกบ้านของจำเลยแต่ละคนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ดังนี้ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยแต่ละคนโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลย ทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน เดือนละ ๓๐๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ยกฟ้องทุนทรัพย์ตามฎีกาของจำเลยแต่ละคนในแต่ละสำนวนที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แม้จำเลยทั้งสี่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ก็ห้ามมิให้จำเลยแต่ละคนฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ฎีกาได้เฉพาะในข้อกฎหมาย ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ มีจำนวนเพียง ๔๔,๐๐๐ บาท ไม่เกินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ในข้อเท็จจริงจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ด้วย จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสี่ให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดในคำให้การ เพราะจำเลยทั้งสี่สามารถนำสืบเหตุแห่งการได้มาโดยไม่สุจริตของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นเรื่องนี้ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินในส่วนที่พิพาทมายังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ และจำเลยทั้งสี่ไม่อาจฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว แม้จะวินิจฉัยฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ให้ก็ไม่มีผลทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทและศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงในข้อดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แม้จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริตก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ฎีกา ข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายประการสุดท้าย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าประเด็นที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินสาธารณะ จำเลยทังสี่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น ปรากฏตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การไว้เลยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยังระบุไว้ในแผนผังท้ายคำให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังให้การว่า จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ เพราะถ้าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินสาธารณะ จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสี่แถลงรับว่า บ้านของจำเลยทั้งสี่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง เช่นนี้ คดีจึง ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสี่ยกปัญหานี้ขึ้นมาอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่ไม้ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่งที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๓๐,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ปรากฏว่าคดีทั้งสี่สำนวนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละสำนวนแยกต่างหากจากกันได้ ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงร้อยละ ๕ ตามตาราง ๖ อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การกำหนดค่าทนายความในอัตราดังกล่าวของ ศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ชูชาติ ศรีแสง-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช-สบโชค สุขารมณ์) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล ศาลอุทธรณ์ - นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69604
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นางจิราวรรณ สุญาณวนิชกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางสาวสุนันท์ ชัยชูสอน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082062575"
    }
}
date
2544
deka_no
6531/2544
deka_running_no
6531
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชูชาติ ศรีแสง",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1306",
            "ม. 1382"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 177 วรรคสอง",
            "ม. 183",
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 225 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 246",
            "ม. 247",
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง",
            "ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ."
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสุวินทวงศ์แลนด์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจรูญ ปรางทอง กับพวกรวม 4 คน"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยแต่ละคนชดใช้ค่าเสียหายจำนวนเดือนละ ๒๐๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่า ที่ดินจำนวน ๒๗ ไร่เศษ ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิได้วางเงินค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทิ้งฟ้องแย้ง และให้จำหน่ายคดีสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเดือนละ ๓๐๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปหมดสิ้น ให้จำเลยทั้งสี่แต่ละคนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๓๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่สำนวนว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์และปลูกบ้านอยู่อาศัยคิดเป็นราคาที่ดินจำนวน ๘๒,๕๐๐ บาท จำนวน ๖๖,๐๐๐ บาท จำนวน ๔๔,๐๐๐ บาท และจำนวน ๑๑๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินที่ปลูกบ้านของจำเลยแต่ละคนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ดังนี้ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกเข้าไปสร้างบ้านแยกต่างหากจากกันตามที่จำเลยแต่ละคนโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลย ทั้งสี่ขนย้ายบ้านเรือน ทรัพย์สิน และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน เดือนละ ๓๐๐ บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายดังกล่าวเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสี่ฎีกาขอให้ยกฟ้องทุนทรัพย์ตามฎีกาของจำเลยแต่ละคนในแต่ละสำนวนที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แม้จำเลยทั้งสี่จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา ก็ห้ามมิให้จำเลยแต่ละคนฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ฎีกาได้เฉพาะในข้อกฎหมาย

ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ มีจำนวนเพียง ๔๔,๐๐๐ บาท ไม่เกินจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท ห้ามมิให้จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ในข้อเท็จจริงจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ด้วย

จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายว่า จำเลยทั้งสี่ให้การโดยชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่จำต้องบรรยายรายละเอียดในคำให้การ เพราะจำเลยทั้งสี่สามารถนำสืบเหตุแห่งการได้มาโดยไม่สุจริตของโจทก์ในชั้นพิจารณาได้ คำให้การของจำเลยทั้งสี่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง จึงไม่มีประเด็นเรื่องนี้ เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินในส่วนที่พิพาทมายังไม่ถึง ๑๐ ปี จำเลยทั้งสี่ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ และจำเลยทั้งสี่ไม่อาจฎีกาโต้แย้งการฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวของศาลอุทธรณ์ได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว แม้จะวินิจฉัยฎีกาในข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ให้ก็ไม่มีผลทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่พิพาทและศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงในข้อดังกล่าวตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แม้จะวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาโดยไม่สุจริตก็ไม่มีผลทำให้จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ฎีกา ข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาในข้อกฎหมายประการสุดท้าย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าประเด็นที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินสาธารณะ จำเลยทังสี่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น ปรากฏตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การไว้เลยว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ยังระบุไว้ในแผนผังท้ายคำให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินตามโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังให้การว่า จำเลยทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ เท่ากับจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ เพราะถ้าที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นที่ดินสาธารณะ จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสี่ไม่อาจยกอายุความขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๖ ประกอบกับทนายจำเลยทั้งสี่แถลงรับว่า บ้านของจำเลยทั้งสี่อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์จริง เช่นนี้ คดีจึง ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการที่จำเลยทั้งสี่ยกปัญหานี้ขึ้นมาอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่ไม้ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่แต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ ๓๐,๐๐๐ บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ปรากฏว่าคดีทั้งสี่สำนวนมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละสำนวนแยกต่างหากจากกันได้ ค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดจึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงร้อยละ ๕ ตามตาราง ๖ อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การกำหนดค่าทนายความในอัตราดังกล่าวของ ศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาในปัญหาดังกล่าว แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001096.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6528 -
year
2544