คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5314/2544 ฉบับเต็ม

#69605
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5314/2544 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด เจ้าหนี้ บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 173 เดิม, มาตรา 174 (เดิม), มาตรา 193/17 วรรคแรก, มาตรา 193/15, มาตรา 1001 มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดอายุความ 3 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1001 เจ้าหนี้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องจึงมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 (เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความ สะดุดหยุดลงตามมาตรา 174 (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ล่วงพ้นไปแล้วลูกหนี้ ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้อื่น ๆ ต่อเจ้าหนี้ ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์แล้ว และเริ่มนับอายุความใหม่ต่อไปตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๖ เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จำนวน ๑๗ ฉบับ พร้อมดอกเบี้ย จำนวนเงิน ๒๙,๐๒๓,๙๕๒.๘๒ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากมูลหนี้ขาดอายุความแล้ว ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามรายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ได้ เป็นเงินจำนวน ๒๙,๐๒๓,๙๕๒.๘๒ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๘) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ลูกหนี้ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ รวม ๑๗ ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๒,๑๗๒,๖๖๒ บาท เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด ลูกหนี้เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ เจ้าหนี้จึงได้ฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นคดีล้มละลาย ต่อศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ล.๖๑/๒๕๓๐ ในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ลูกหนี้ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๓ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า การที่เจ้าหนี้ถอนฟ้องคดีล้มละลายย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นฟ้องให้ถือว่า อายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓ /๑๗ วรรคแรก และลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นระยะเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้วและเป็นการรับสภาพความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๕ มีกำหนดอายุความ ๒ ปี เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดอายุความ ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๑ เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็น คดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานมีสิทธิเรียกร้องไม่ใช่เป็นเพียงการฟ้องคดีเพื่อให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายแต่อย่างเดียว จึงมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ (เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๗๔ (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ซึ่งกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ล่วงพ้นไปแล้ว ลูหนี้ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้อื่น ๆ ต่อเจ้าหนี้ ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์แล้ว และเริ่มนับอายุความใหม่ต่อไปตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ จึงไม่ขาดอายุความซึ่งมีกำหนดเวลา ๓ ปี เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาอนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ . (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-พิชัย เตโชพิทยากูล-พีรพล จันทร์สว่าง) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายวรพจน์ อินทวดี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69605
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นายวรพจน์ อินทวดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064052"
    }
}
date
2544
deka_no
5314/2544
deka_running_no
5314
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "พีรพล จันทร์สว่าง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 173 เดิม",
            "ม. 174 (เดิม)",
            "ม. 193/17 วรรคแรก",
            "ม. 193/15",
            "ม. 1001"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "เจ้าหนี้",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทลักษณ์ขนส่งและก่อสร้าง จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๖ เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ จำนวน ๑๗ ฉบับ พร้อมดอกเบี้ย จำนวนเงิน ๒๙,๐๒๓,๙๕๒.๘๒ บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๔ แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากมูลหนี้ขาดอายุความแล้ว ต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๔ (๑)

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ตามรายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ได้ เป็นเงินจำนวน ๒๙,๐๒๓,๙๕๒.๘๒ บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา ๑๓๐ (๘) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ ถึงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ลูกหนี้ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ รวม ๑๗ ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๒,๑๗๒,๖๖๒ บาท เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับครบกำหนด ลูกหนี้เพิกเฉยไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ เจ้าหนี้จึงได้ฟ้องลูกหนี้ในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นคดีล้มละลาย ต่อศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ล.๖๑/๒๕๓๐ ในระหว่างพิจารณาคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ลูกหนี้ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๓๓ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า เจ้าหนี้นำหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า การที่เจ้าหนี้ถอนฟ้องคดีล้มละลายย่อมเป็นการลบล้างผลแห่งการยื่นฟ้องให้ถือว่า อายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓ /๑๗ วรรคแรก และลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ เป็นระยะเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้วและเป็นการรับสภาพความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๙๓/๓๕ มีกำหนดอายุความ ๒ ปี เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ จึงเป็นเวลาภายหลังจากที่หนี้ขาดอายุความแล้ว เห็นว่า มูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินมีกำหนดอายุความ ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๑ เจ้าหนี้ได้นำหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฟ้องลูกหนี้เป็น คดีล้มละลายก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจะครบกำหนดอายุความ เป็นการฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานมีสิทธิเรียกร้องไม่ใช่เป็นเพียงการฟ้องคดีเพื่อให้จัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายแต่อย่างเดียว จึงมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ (เดิม) แม้ต่อมาเจ้าหนี้ได้ถอนฟ้องคดีล้มละลายดังกล่าวอันเป็นผลให้ไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๗๔ (เดิม) ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ซึ่งกำหนดอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินได้ล่วงพ้นไปแล้ว ลูหนี้ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ยินยอมรับผิดชดใช้หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและหนี้อื่น ๆ ต่อเจ้าหนี้ ถือได้ว่าลูกหนี้ได้ละเสียซึ่งอายุความที่ครบบริบูรณ์แล้ว และเริ่มนับอายุความใหม่ต่อไปตั้งแต่วันรับสภาพหนี้ เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รายนี้เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๓๖ จึงไม่ขาดอายุความซึ่งมีกำหนดเวลา ๓ ปี เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาอนุญาตให้เจ้าหนี้รับชำระหนี้ในมูลหนี้รายนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001109.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544