คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2544 ฉบับเต็ม

#69631
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1367/2544 นายอีซา ฝาอิดิน (ฟาอิดิน) กับพวก โจทก์ มัสยิดยัมอียะตุ้มมุสลีมิน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง, มาตรา 1646, มาตรา 1676, มาตรา 1678, มาตรา 1679 ผู้สาบสูญได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้สุเหร่าคันนายาวต่อเมื่อได้ทำการจดทะเบียนเป็นมูลนิธิถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายตัดทายาทโดยธรรมของตนทุกคนมิให้รับมรดกในที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง เมื่อสุเหร่าคันนายาวได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดจำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลในทำนองเดียวกับมูลนิธิตามที่ปรากฏในพินัยกรรม ย่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลย ___________________________ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะ ฟาอิดิน นางเจ๊ะมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินเนื้อที่ 12 ไร่ 40 ตารางวา จำเลยยึดหน่วงครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้โดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ทั้งสามไม่สามารถแบ่งปันมรดกให้เสร็จสิ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสาม หากส่งมอบไม่ได้ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแทนโฉนดที่ดินที่สูญหาย จำเลยให้การว่า ก่อนนางเจ๊ะ ฟาอิดิน เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2490 นางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 1493 ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลย (สุเหร่าคันนายาว) ให้จำเลยสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของ อีกทั้งเมื่อนางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1493 ให้แก่จำเลย และตัวแทนของจำเลยเป็นผู้เก็บรักษาในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิยึดถือครอบครองโฉนดและที่ดินโดยสุจริตตลอดมา จำเลยมีเจตนาในการยึดที่ดินและโฉนดที่พิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ทั้งสามหรือทายาทของนางเจ๊ะทุกคนต่างทราบดี จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งรับฟังได้มั่นคงว่านางเจ๊ะได้ทำนัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจริง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายตัดทายาทโดยธรรมของตนทุกคนมิให้รับมรดกในที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง เมื่อจำเลยได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดมีฐานะเป็นนิติบุคคลในทำนองเดียวกับมูลนิธิตามที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้วย่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมอีกต่อไป พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 30,000 บาท (วิชา มหาคุณ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69631
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายณรงค์ กลั่นวารินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066600"
    }
}
date
2544
deka_no
1367/2544
deka_running_no
1367
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มหาคุณ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1608 วรรคสอง",
            "ม. 1646",
            "ม. 1676",
            "ม. 1678",
            "ม. 1679"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอีซา ฝาอิดิน (ฟาอิดิน) กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "มัสยิดยัมอียะตุ้มมุสลีมิน"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางเจ๊ะ ฟาอิดิน นางเจ๊ะมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินเนื้อที่ 12 ไร่ 40 ตารางวา จำเลยยึดหน่วงครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้โดยไม่มีเหตุอันสมควร โจทก์ทั้งสามไม่สามารถแบ่งปันมรดกให้เสร็จสิ้นได้ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสาม หากส่งมอบไม่ได้ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินแทนโฉนดที่ดินที่สูญหาย

จำเลยให้การว่า ก่อนนางเจ๊ะ ฟาอิดิน เจ้ามรดกถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2490 นางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของตนเอง โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 1493 ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลย (สุเหร่าคันนายาว) ให้จำเลยสามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าวอย่างเป็นเจ้าของ อีกทั้งเมื่อนางเจ๊ะได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินและส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 1493 ให้แก่จำเลย และตัวแทนของจำเลยเป็นผู้เก็บรักษาในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มีสิทธิยึดถือครอบครองโฉนดและที่ดินโดยสุจริตตลอดมา จำเลยมีเจตนาในการยึดที่ดินและโฉนดที่พิพาทโดยเจตนายึดถือเพื่อตนโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โจทก์ทั้งสามหรือทายาทของนางเจ๊ะทุกคนต่างทราบดี จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ และฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งรับฟังได้มั่นคงว่านางเจ๊ะได้ทำนัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจริง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายตัดทายาทโดยธรรมของตนทุกคนมิให้รับมรดกในที่ดินพิพาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง เมื่อจำเลยได้จดทะเบียนเป็นมัสยิดมีฐานะเป็นนิติบุคคลในทำนองเดียวกับมูลนิธิตามที่ปรากฏในพินัยกรรมแล้วย่อมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจจัดการมรดกเกี่ยวกับที่ดินพิพาท เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมอีกต่อไป

พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนจำเลย 30,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001132.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544