คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7161 -ที่ 7162/2544 ฉบับเต็ม

#69634
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7161 - 7162/2544 บริษัทชัยเกิดผล จำกัด กับพวก โจทก์ นายสากล บดีพงศ์ กับพวก จำเลย บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.วิ.พ. มาตรา 229, มาตรา 247 จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบต่อไป เท่ากับขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่จำเลยที่ 1 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของตนมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวาง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า นายประจักษ์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และนายสมชายถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย? จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ ศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพันตำรวจโทสมชาย พยานโจทก์ทั้งสี่ที่ศาลจังหวัดชัยภูมิตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานประเด็น จำเลยที่ 1 ไม่ตามประเด็นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจถามค้านต่อมาระหว่างสืบพยานจำเลยร่วมวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ขอส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ 1 ที่เหลือหนึ่งปากคือพันตำรวจโทสมชายที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า ได้มีการส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ปากพันตำรวจโทสมชายแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ตามประเด็นไป ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจถามค้านพยานปากดังกล่าวจึงไม่อนุญาต หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน? ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพันตำรวจโทสมชาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมไม่ฎีกา คดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมจึงถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบต่อไป เท่ากับขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 1จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของตนมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวาง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ. (ผล อนุวัตรนิติการ-ระพินทร บรรจงศิลป-ชวลิต ศรีสง่า) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นางชุติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายกรองเกียรติ คมสัน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69634
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นางชุติมา เฟื่องฟูสวัสดิ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายกรองเกียรติ คมสัน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082061690"
    }
}
date
2544
deka_no
7162/2544
deka_running_no
7162
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ผล อนุวัตรนิติการ",
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "ชวลิต ศรีสง่า"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 229",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทชัยเกิดผล จำกัด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสากล บดีพงศ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า นายประจักษ์ซึ่งเป็นลูกจ้างและกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และนายสมชายถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย? จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ ศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปสืบพันตำรวจโทสมชาย พยานโจทก์ทั้งสี่ที่ศาลจังหวัดชัยภูมิตามคำขอของโจทก์ทั้งสี่ เมื่อถึงวันนัดสืบพยานประเด็น จำเลยที่ 1 ไม่ตามประเด็นจึงถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจถามค้านต่อมาระหว่างสืบพยานจำเลยร่วมวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 จำเลยที่ 1 ขอส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ 1 ที่เหลือหนึ่งปากคือพันตำรวจโทสมชายที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันดังกล่าวว่า ได้มีการส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ปากพันตำรวจโทสมชายแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ตามประเด็นไป ถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่ติดใจถามค้านพยานปากดังกล่าวจึงไม่อนุญาต หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน? ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพันตำรวจโทสมชาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมไม่ฎีกา คดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่และจำเลยร่วมจึงถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ขอให้อนุญาตให้จำเลยที่ 1 นำพยานเข้าสืบต่อไป เท่ากับขอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 1จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนของตนมาวางศาลพร้อมกับฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ประกอบมาตรา 247 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวาง จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001088.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7161 -
year
2544