คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2544 ฉบับเต็ม

#69649
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเสถียร ธรรมวรางกูร จำเลย ป.อ. มาตรา 157, มาตรา 265, มาตรา 268 วรรคสอง ป.วิ.อ. มาตรา 226, มาตรา 227 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การที่ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการตอบหนังสือแจ้งให้กรมการขนส่งทราบตามความเป็นจริงว่ารถยนต์คันที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์ใหม่ไม่ตรงกับรายงานการยึดว่าเป็นรถยนต์เก่า แต่ปรากฏว่าลายมือชื่อในหนังสือถึงกรมการขนส่งเป็นลายมือชื่อของผู้พิพากษาซึ่งเป็นลายมือชื่อปลอมเป็นผลให้กรมการขนส่งจดทะเบียนโอนรถให้แก่ผู้ประมูลซื้อได้ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะที่จำเลยกระทำการปลอมและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีย่อมเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วย เนื่องจากจำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบังคับคดีโดยตรง จำเลยได้ทราบและติดตามเรื่องนี้มาตลอด หากจำเลยไม่เกี่ยวข้อง หลังจากไปยึดทรัพย์แล้วจำเลยก็ไม่ควรไปปรึกษาหารือผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนเกี่ยวกับเรื่องการตอบหนังสือ หลังจากที่จำเลยได้รับคำสั่งให้ตอบหนังสือแล้ว จำเลยก็ไม่นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหรือบุคคลอื่นได้มากระทำการปลอมหนังสือและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการตอบเอกสารแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินการให้บุคคลอื่นเสียหาย จำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา จำเลยไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษายึดได้รถยนต์ของกลาง รายงานผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่าเป็นรถเก่าไม่มีหมายเลขทะเบียน เมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสั่งให้ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนได้ ทั้งนี้เพื่อนำไปขอเลขทะเบียนใหม่ได้ตามความต้องการ เมื่อกรมการขนส่งมีหนังสือสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเรื่องการจดทะเบียนรถยนต์ของกลางก็มีการร่วมกันทำเอกสารราชการปลอมขึ้นเพื่อให้กรมการขนส่งออกทะเบียนรถให้ พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นในการช่วยจำหน่ายซึ่งสิ่งของที่จำเลยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91, 157, 162, 264, 265, 268 ริบรถยนต์ของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1744/2536 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ป.อ. มาตรา 157, 162 (1) (4), 265, 268 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารและรับรองเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 10 ปี ริบรถยนต์ของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 และคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายอุทัยสั่งให้จำเลยไปดำเนินการตอบหนังสือแจ้งให้กรมการขนส่งทราบตามความเป็นจริง แต่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือเป็นลายมือชื่อของนายอุทัยซึ่งจำเลยปลอมขึ้น เป็นผลให้กรมการขนส่งจดทะเบียนโอนรถให้แก่ผู้ประมูลซื้อได้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะที่จำเลยกระทำการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าว แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีย่อมน่าเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วย เนื่องจากจำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบังคับคดีโดยตรง จำเลยได้ทราบและติดตามเรื่องนี้มาตลอด หากจำเลยไม่เกี่ยวข้องจริง หลังจากไปยึดทรัพย์แล้วดังที่จำเลยฎีกา จำเลยก็ไม่ควรไปปรึกษาหารือนายอุทัยเกี่ยวกับเรื่องการตอบหนังสือดังกล่าว หลังจากที่นายอุทัยสั่งให้จำเลยไปตอบหนังสือแล้ว จำเลยก็ไม่นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหรือบุคคลอื่นได้มากระทำการปลอมหนังสือและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการตอบเอกสารของกรมการขนส่งตามคำสั่งของนายอุทัยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำเอกสารราชการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินการให้บุคคลอื่นเสียหาย พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา ในคดีนี้จำเลยไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษายึดได้รถยนต์ของกลาง รายงานนายอุทัยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่าเป็นรถเก่าไม่มีหมายเลขทะเบียน เมื่อนายอุทัยสั่งให้ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนได้ ทั้งนี้เพื่อนำไปขอเลขทะเบียนใหม่ได้ตามความต้องการ เมื่อกรมการขนส่งมีหนังสือสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเรื่องการจดทะเบียนรถยนต์ของกลางก็มีการร่วมกันทำเอกสารราชการปลอมขึ้นเพื่อให้กรมการขนส่งออกทะเบียนรถให้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งหมดที่จำเลยรู้จักกับนายเฉลิมเกียรติ ซึ่งมีประวัติทางการนำเข้ารถยนต์หลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมายโดยอาศัยสิทธิทางศาลแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นในการช่วยจำหน่ายซึ่งสิ่งของที่จำเลยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมาย พยานโจทก์ที่นำสืบจึงเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ แล้ว พยานจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (มงคล ทับเที่ยง-วิเทพ ศิริพากย์-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ) ศาลอาญา - นายชุติมนต์ โพธิเดช ศาลอุทธรณ์ - นายเกษม วีรวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
69649
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายชุติมนต์ โพธิเดช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเกษม วีรวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067277"
    }
}
date
2544
deka_no
839/2544
deka_running_no
839
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157",
            "ม. 265",
            "ม. 268 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226",
            "ม. 227"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469",
        "sections": [
            "ม. 27 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเสถียร ธรรมวรางกูร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91, 157, 162, 264, 265, 268 ริบรถยนต์ของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1744/2536 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ ป.อ. มาตรา 157, 162 (1) (4), 265, 268 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร จำคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารและรับรองเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารราชการปลอม ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 10 ปี ริบรถยนต์ของกลาง ให้จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7, 8 สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 และคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่นายอุทัยสั่งให้จำเลยไปดำเนินการตอบหนังสือแจ้งให้กรมการขนส่งทราบตามความเป็นจริง แต่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือเป็นลายมือชื่อของนายอุทัยซึ่งจำเลยปลอมขึ้น เป็นผลให้กรมการขนส่งจดทะเบียนโอนรถให้แก่ผู้ประมูลซื้อได้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะที่จำเลยกระทำการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าว แต่จากพฤติการณ์แวดล้อมกรณีย่อมน่าเชื่อว่า จำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมด้วย เนื่องจากจำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบังคับคดีโดยตรง จำเลยได้ทราบและติดตามเรื่องนี้มาตลอด หากจำเลยไม่เกี่ยวข้องจริง หลังจากไปยึดทรัพย์แล้วดังที่จำเลยฎีกา จำเลยก็ไม่ควรไปปรึกษาหารือนายอุทัยเกี่ยวกับเรื่องการตอบหนังสือดังกล่าว หลังจากที่นายอุทัยสั่งให้จำเลยไปตอบหนังสือแล้ว จำเลยก็ไม่นำสืบให้ปรากฏว่า จำเลยไม่ได้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกหรือบุคคลอื่นได้มากระทำการปลอมหนังสือและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการตอบเอกสารของกรมการขนส่งตามคำสั่งของนายอุทัยแล้ว พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำเอกสารราชการปลอมและใช้เอกสารดังกล่าวในการดำเนินการให้บุคคลอื่นเสียหาย พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

จำเลยเป็นจ่าศาลมีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษา ในคดีนี้จำเลยไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ตามคำพิพากษายึดได้รถยนต์ของกลาง รายงานนายอุทัยผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนว่าเป็นรถเก่าไม่มีหมายเลขทะเบียน เมื่อนายอุทัยสั่งให้ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบหมายเลขทะเบียนได้ ทั้งนี้เพื่อนำไปขอเลขทะเบียนใหม่ได้ตามความต้องการ เมื่อกรมการขนส่งมีหนังสือสอบถามเพื่อให้ยืนยันถึงเรื่องการจดทะเบียนรถยนต์ของกลางก็มีการร่วมกันทำเอกสารราชการปลอมขึ้นเพื่อให้กรมการขนส่งออกทะเบียนรถให้ เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ทั้งหมดที่จำเลยรู้จักกับนายเฉลิมเกียรติ ซึ่งมีประวัติทางการนำเข้ารถยนต์หลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมายโดยอาศัยสิทธิทางศาลแล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นในการช่วยจำหน่ายซึ่งสิ่งของที่จำเลยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามกฎหมาย พยานโจทก์ที่นำสืบจึงเพียงพอรับฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ แล้ว พยานจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001138.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544