คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4345/2566 ฉบับเต็ม

#697165
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4345/2566 ธนาคาร ก. โจทก์ นางสาว ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ก. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 149, มาตรา 161, มาตรา 166, มาตรา 169/2, มาตรา 292 เมื่อการขายทอดตลาดเนิ่นช้าเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย และมาตรการตามข้อกำหนดให้งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดและงดกิจกรรมคนหมู่มาก เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี ต่อมาเมื่อสถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลาย เจ้าพนักงานบังคับได้นำสิทธิการเช่าออกขายทอดตลาดอีกครั้ง ซึ่งสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคาร พ. เหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ลดจากระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน ในวันที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ายึด ทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา จนระยะเวลาเช่าสิ้นสุดลง ดังนี้การเสื่อมราคาและการสูญสิ้นไปแห่งสิทธิการเช่าจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของโจทก์ ทั้งมิใช่การถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) (3) (4) (6) หรือ (7) ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์ซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 601,094.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 473,069.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 2,000 บาท ภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดสัญญายอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ให้ยึดทรัพย์สินของนางกันต์รวีนา ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 1 สิงหาคม 2562 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคารเดอะ พ. ห้องเลขที่ 1-32 B ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 220 มีชื่อนางกันต์รวีนา ผู้ตาย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่า มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 มีระยะเวลาคงเหลือ ณ วันที่ยึดทรัพย์ 1 ปี 4 เดือน เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งโจทก์ว่าสิทธิการเช่าพื้นที่ได้สิ้นสุดลงแล้ว ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคารเดอะ พ. ห้องเลขที่ 1-32 B ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 220 นั้น สิทธิการเช่าคงเหลือระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน โดยจะครบกำหนดระยะเวลาเช่าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ต่อมาสิทธิการเช่าได้สูญสิ้นไป เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาเช่า จึงไม่มีสิทธิการเช่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาด โดยเหตุที่ทำให้การขายทอดตลาดต้องเนิ่นช้าออกไปเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรีมีแถลงการณ์ เรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 โดยให้ยังคงมาตรการตามข้อกำหนดให้งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดและงดกิจกรรมคนหมู่มาก เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีในระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 และเดือนพฤษภาคม 2563 ไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้ไม่อาจขายทอดตลาดสิทธิการเช่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 เมษายน 2563 ตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า โดยปกติจะมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการขายและเข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดประมาณ 100-200 คน แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลี่คลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำสิทธิการเช่าออกขายทอดตลาดอีกครั้ง ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 เรื่องขายทอดตลาดสิทธิการเช่าลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ปรากฏว่าขณะนั้นสิทธิการเช่าคงเหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น ย่อมทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา จนระยะเวลาเช่าสิ้นสุดลง ดังนี้ การเสื่อมราคาและการสูญสิ้นไปแห่งสิทธิการเช่า จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของโจทก์ ทั้งมิใช่การถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) (3) (4) (6) และ (7) ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ธนิต รัตนะผล-วิธูร คลองมีคุณ-สมชาย อุดมศรีสำราญ) ศาลแพ่ง - นายสุจิต ปัญญาพฤกษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.440/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
697165
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสุจิต ปัญญาพฤกษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942783"
    }
}
date
2566
deka_no
4345/2566
deka_running_no
4345
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ธนิต รัตนะผล",
    "วิธูร คลองมีคุณ",
    "สมชาย อุดมศรีสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 149",
            "ม. 161",
            "ม. 166",
            "ม. 169/2",
            "ม. 292"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ก. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 601,094.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 473,069.87 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความ 2,000 บาท ภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดสัญญายอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ให้ยึดทรัพย์สินของนางกันต์รวีนา ผู้ตาย และจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา วันที่ 1 สิงหาคม 2562 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคารเดอะ พ. ห้องเลขที่ 1-32 B ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 220 มีชื่อนางกันต์รวีนา ผู้ตาย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่า มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 มีระยะเวลาคงเหลือ ณ วันที่ยึดทรัพย์ 1 ปี 4 เดือน เพื่อนำออกขายทอดตลาด ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งโจทก์ว่าสิทธิการเช่าพื้นที่ได้สิ้นสุดลงแล้ว ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณียึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าพื้นที่ในอาคารเดอะ พ. ห้องเลขที่ 1-32 B ชั้นที่ 1 อาคารเลขที่ 220 นั้น สิทธิการเช่าคงเหลือระยะเวลา 1 ปี 4 เดือน โดยจะครบกำหนดระยะเวลาเช่าวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ต่อมาสิทธิการเช่าได้สูญสิ้นไป เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาเช่า จึงไม่มีสิทธิการเช่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะนำออกขายทอดตลาด โดยเหตุที่ทำให้การขายทอดตลาดต้องเนิ่นช้าออกไปเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทย สำนักนายกรัฐมนตรีมีแถลงการณ์ เรื่องการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ขยายระยะเวลาการใช้บังคับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรออกไปอีก 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 โดยให้ยังคงมาตรการตามข้อกำหนดให้งดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัดและงดกิจกรรมคนหมู่มาก เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีในระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 และเดือนพฤษภาคม 2563 ไว้ก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้ไม่อาจขายทอดตลาดสิทธิการเช่าในช่วงเวลาดังกล่าวได้ ปรากฏตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2563 และวันที่ 29 เมษายน 2563 ตามหนังสือสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่า โดยปกติจะมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการขายและเข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดประมาณ 100-200 คน แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คลี่คลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำสิทธิการเช่าออกขายทอดตลาดอีกครั้ง ตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 1 เรื่องขายทอดตลาดสิทธิการเช่าลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ปรากฏว่าขณะนั้นสิทธิการเช่าคงเหลือระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น ย่อมทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา จนระยะเวลาเช่าสิ้นสุดลง ดังนี้ การเสื่อมราคาและการสูญสิ้นไปแห่งสิทธิการเช่า จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือความไม่สุจริตของโจทก์ ทั้งมิใช่การถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) (3) (4) (6) และ (7) ที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000042.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.440/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566