คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2565 ฉบับเต็ม

#697949
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2565 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา โจทก์ นาย น. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, มาตรา 4 ทวิ, มาตรา 12 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, มาตรา 12 ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเวลาเดียวกันอันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้อง ข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 12 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเล่นการพนันแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันบาการา เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ต่าง ๆ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 28 เดือน จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 14 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอล กับฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า รวม 4 กรรม และให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 11 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสิบห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นเพียงบุคคลที่รับจ้างทำงานไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทั้งกลุ่มของจำเลยเพียงแต่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเกิดเหตุจึงไม่เป็นการมั่วสุมกัน กับที่จำเลยที่ 10 ฎีกาว่า จำเลยที่ 10 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาในทำนองปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสิบห้าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขัดกับที่จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 10 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาต่อไปว่า ขอให้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ อันเป็นดุลพินิจของศาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทุกเรื่องไป เมื่อศาลเห็นว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยทั้งสิบห้าได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสิบห้า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นการพนันหลายประเภทแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต โดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสิบห้าได้พร้อมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 13 ชุด และเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา 1 เครื่อง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นพนันแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตรายใหญ่และมีการกระทำเป็นอาชีพ ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากเป็นการง่ายที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา จะเข้าไปเล่นการพนันในช่องทางดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าจึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม นอกจากนี้ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยทั้งสิบห้าอ้างว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนรวมทั้งอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นในการกระทำความผิด ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัว หลังเกิดเหตุมีความประพฤติไม่เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสิบห้า การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดในการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินใช้กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 5 กระทงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 6 กระทง ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ทวีป ตันสวัสดิ์-พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ-ภิญโญภัทร์ แสงภู่) ศาลแขวงพัทยา - นางสาวกอปรเกศ ยงสวัสดิกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธีรพล จันทวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.683/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
697949
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพัทยา",
        "judge": "นางสาวกอปรเกศ ยงสวัสดิกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธีรพล จันทวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081945129"
    }
}
date
2565
deka_no
4390/2565
deka_running_no
4390
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "ทวีป ตันสวัสดิ์",
    "พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ",
    "ภิญโญภัทร์ แสงภู่"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 4 ทวิ",
            "ม. 12"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 12"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงพัทยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย น. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบห้าตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9, 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสิบห้าจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 9 (2) (ที่ถูก 9 วรรคหนึ่ง (2)), 18 พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 4 ทวิ, 12 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเล่นการพนันแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า เป็นเจ้ามือหรือผู้จัด จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันบาการา เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันสล๊อทแมชีน เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันเล่นการพนันไพ่ต่าง ๆ เป็นเจ้ามือ จำคุกคนละ 4 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 28 เดือน จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 14 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสิบห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสิบห้ามีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันทายผลฟุตบอล กับฐานร่วมกันเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันไพ่ป๊อกแปดเก้า รวม 4 กรรม และให้ลงโทษฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุม จำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 15 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยทั้งสิบห้าคนละ 11 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสิบห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นเพียงบุคคลที่รับจ้างทำงานไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทั้งกลุ่มของจำเลยเพียงแต่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเกิดเหตุจึงไม่เป็นการมั่วสุมกัน กับที่จำเลยที่ 10 ฎีกาว่า จำเลยที่ 10 รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เป็นฎีกาในทำนองปฏิเสธว่าจำเลยทั้งสิบห้าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ขัดกับที่จำเลยทั้งสิบห้าให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 10 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ฎีกาดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ไม่อาจอนุญาตให้ฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ฎีกาต่อไปว่า ขอให้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ อันเป็นดุลพินิจของศาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทุกเรื่องไป เมื่อศาลเห็นว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยทั้งสิบห้าได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสิบห้า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ถึงที่ 15 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อเท็จจริงต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าประการสุดท้ายว่า มีเหตุลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นการพนันหลายประเภทแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต โดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสิบห้าได้พร้อมคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 13 ชุด และเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา 1 เครื่อง พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยทั้งสิบห้าเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้และจัดให้มีการเล่นพนันแบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตรายใหญ่และมีการกระทำเป็นอาชีพ ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากเป็นการง่ายที่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา จะเข้าไปเล่นการพนันในช่องทางดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าจึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขอย่างกว้างขวาง สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคม นอกจากนี้ยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยทั้งสิบห้าอ้างว่าไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนรวมทั้งอ้างเหตุผลหรือความจำเป็นในการกระทำความผิด ตลอดจนสามารถแก้ไขปรับปรุงตัว หลังเกิดเหตุมีความประพฤติไม่เสียหาย ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสิบห้า การใช้ดุลพินิจกำหนดโทษโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ที่ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยทั้งสิบห้าข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนันและฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเลยทั้งสิบห้ามีเจตนาร่วมเล่นการพนันและฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดในการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาเดียวกัน อันเป็นเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสิบห้าจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่หลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสิบห้าเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันจึงเป็นการไม่ชอบ แต่การที่จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทตามฟ้องข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.6 แม้จะเป็นวันเดียวกันก็มีเจตนาในการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมในการเล่นการพนันออนไลน์ในแต่ละประเภทแยกออกจากกันด้วย จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหลายกรรมต่างกันตามประเภทของการเล่นการพนันดังกล่าว จึงต้องลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.3 กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมซึ่งเป็นบทหนักในฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 ถึงข้อ 1.6 อีก 5 กระทง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบโดยเป็นเจ้ามือรับกินใช้กระทงหนึ่ง และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามชุมนุมและมั่วสุมที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 5 กระทงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 6 กระทง ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000060.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.683/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565