คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2565 ฉบับเต็ม

#697982
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2565 นาง ส. โจทก์ นาย ย. จำเลย ป.อ. มาตรา 187, มาตรา 350 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคห้า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วยและตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.อ. มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุ ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19087 เนื้อที่ 30 ไร่เศษ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับธนาคาร พ. เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพร ในวงเงิน 300,000 บาท วันที่ 18 มีนาคม 2554 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 17 ไร่ จากจำเลยเป็นเงิน 85,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ขายให้โจทก์และศาลพิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.747/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562 และให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไปไถ่ถอนจำนอง จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนและให้โจทก์ไล่เบี้ยจำเลยได้ แต่จำเลยกลับทำสัญญากับธนาคาร พ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ขอขึ้นวงเงินจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพรอีก 1,540,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 1,840,000 บาท จำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ตามฟ้องและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าแม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วยการสร้างภาระจำนองแก่ที่ดินเพิ่มสูงขึ้น เป็นการทำให้เสียหายทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดเพื่อมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ซึ่งโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไปเป็นมาตรา 350 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วย และตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-เศกสิทธิ์ สุขใจ-ประสาร กีรานนท์) ศาลแขวงพิษณุโลก - นายฉัตรชัย เพ็ชรชนะ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1749/2564 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
697982
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพิษณุโลก",
        "judge": "นายฉัตรชัย เพ็ชรชนะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081947366"
    }
}
date
2565
deka_no
421/2565
deka_running_no
421
deka_year
2565
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "เศกสิทธิ์ สุขใจ",
    "ประสาร กีรานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 187",
            "ม. 350"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคห้า"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ย."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19087 เนื้อที่ 30 ไร่เศษ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับธนาคาร พ. เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพร ในวงเงิน 300,000 บาท วันที่ 18 มีนาคม 2554 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 17 ไร่ จากจำเลยเป็นเงิน 85,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ขายให้โจทก์และศาลพิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.747/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562 และให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไปไถ่ถอนจำนอง จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนและให้โจทก์ไล่เบี้ยจำเลยได้ แต่จำเลยกลับทำสัญญากับธนาคาร พ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ขอขึ้นวงเงินจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพรอีก 1,540,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 1,840,000 บาท จำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ตามฟ้องและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าแม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วยการสร้างภาระจำนองแก่ที่ดินเพิ่มสูงขึ้น เป็นการทำให้เสียหายทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดเพื่อมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ซึ่งโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไปเป็นมาตรา 350 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วย และตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000077.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1749/2564
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2565