คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2566 ฉบับเต็ม

#698610
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4819/2566 บริษัท บ. โจทก์ นาย ช. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 87 (1), มาตรา 104, มาตรา 131, มาตรา 133 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดี นั้น ป.วิ.พ. มาตรา 131 และ มาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติ และต้องนำมาใช้กับคดีผู้บริโภคด้วย ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนองกับมีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และบังคับเกี่ยวกับทรัพย์จำนองโดยนำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยาน แต่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นกลับปรากฏตามคำพิพากษาว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ศาลพิจารณาคำเบิกความพยานโจทก์ประกอบพยานเอกสารแล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้บริการสินเชื่อกับโจทก์และผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าข้อที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ได้เป็นไปตามประเด็นในคำฟ้องและโดยอาศัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้ แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาด ตามพยานหลักฐานซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้เลย การพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทั้งยังเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเป็นผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว ความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,439,158.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,135,494.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 19/92 ชั้น 5 อาคารเอ ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 465,058.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 274,792.23 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้ยกประเด็นและเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องขึ้นวินิจฉัย ขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ที่ศาลจะแก้ไขคำพิพากษาให้ได้ ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นคำร้องด้วยเนื้อหาทำนองเดียวกันโดยอ้างเหตุว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยเพิกถอนคำพิพากษาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 และมาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาแล้วโดยชอบในสำนวนคดีนั้นเอง ทั้งต้องเป็นพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติเกี่ยวกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล และต้องนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง โดยบรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,393,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือน โดยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 19/92 ชั้น 5 อาคารเอ เป็นประกันหนี้ แล้วผิดนัดชำระหนี้ เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ด้านสินเชื่อรวมทั้งหนี้รายนี้มาจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย กับมีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และบังคับเกี่ยวกับทรัพย์จำนองดังกล่าว โดยโจทก์นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยานต่อศาลรวม 19 ฉบับ เป็นเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.19 แต่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้น กลับปรากฏตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนรายการแห่งคดี เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่า เป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 465,058.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 274,792.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง และศาลพิจารณาคำเบิกความของนางสาวธัญญรัตน์ พยานโจทก์ ประกอบเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.12 แล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้บริการสินเชื่อกับโจทก์ และผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่ระบุในรายการแห่งคดีส่วนที่เป็นคำฟ้อง โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่อ้างว่าโจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 12 ต่อปี ทั้งที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าข้อที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ได้เป็นไปตามประเด็นในคำฟ้องและโดยอาศัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้ แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามพยานหลักฐานซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้เลย การพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทั้งยังเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเป็นผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว ส่วนที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่เป็นข้อที่จะต้องพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่เวลาที่คดีเสร็จการพิจารณา กับให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ในสำนวนคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-กษิดิศ มงคลศิริภัทรา-ขจรศักดิ์ บุญเกษม) ศาลแพ่ง - นายสุวัชร อุษณาวัฒน์ ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย จันทร์สว่าง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)179/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
698610
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสุวัชร อุษณาวัฒน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายศิริชัย จันทร์สว่าง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942652"
    }
}
date
2566
deka_no
4819/2566
deka_running_no
4819
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "กษิดิศ มงคลศิริภัทรา",
    "ขจรศักดิ์ บุญเกษม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 87 (1)",
            "ม. 104",
            "ม. 131",
            "ม. 133"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท บ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ช."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,439,158.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,135,494.68 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดเลขที่ 19/92 ชั้น 5 อาคารเอ ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 465,058.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 274,792.23 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ได้ยกประเด็นและเนื้อหาแห่งคดีที่โจทก์ฟ้องขึ้นวินิจฉัย ขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 ที่ศาลจะแก้ไขคำพิพากษาให้ได้ ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 17 ธันวาคม 2563 โจทก์ยื่นคำร้องด้วยเนื้อหาทำนองเดียวกันโดยอ้างเหตุว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยเพิกถอนคำพิพากษาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลไม่ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 และมาตรา 133 บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งในวันที่สิ้นการพิจารณา โดยมาตรา 104 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติหรือไม่ ทั้งมาตรา 87 (1) ยังบัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ อันเป็นความหมายว่า การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดี ศาลต้องอาศัยพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบมาแล้วโดยชอบในสำนวนคดีนั้นเอง ทั้งต้องเป็นพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีในคดีนั้น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ศาลต้องปฏิบัติเกี่ยวกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล และต้องนำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคด้วย ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและจำนอง โดยบรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2,393,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือน โดยจดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 19/92 ชั้น 5 อาคารเอ เป็นประกันหนี้ แล้วผิดนัดชำระหนี้ เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับหนี้ด้านสินเชื่อรวมทั้งหนี้รายนี้มาจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แล้ว โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามและบังคับจำนองไปยังจำเลย แต่จำเลยเพิกเฉย กับมีคำขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และบังคับเกี่ยวกับทรัพย์จำนองดังกล่าว โดยโจทก์นำสืบพยานหลักฐานตามประเด็นในคำฟ้องและอ้างส่งเอกสารเป็นพยานต่อศาลรวม 19 ฉบับ เป็นเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.19 แต่การวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้น กลับปรากฏตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนรายการแห่งคดี เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย และคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีว่า เป็นกรณีโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 465,058.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 274,792.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง และศาลพิจารณาคำเบิกความของนางสาวธัญญรัตน์ พยานโจทก์ ประกอบเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.12 แล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยใช้บริการสินเชื่อกับโจทก์ และผิดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามจำนวนที่ระบุในรายการแห่งคดีส่วนที่เป็นคำฟ้อง โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่อ้างว่าโจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 12 ต่อปี ทั้งที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าข้อที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไม่ได้เป็นไปตามประเด็นในคำฟ้องและโดยอาศัยพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้ แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดตามพยานหลักฐานซึ่งไม่ใช่พยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีนี้เลย การพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย และเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ทั้งยังเป็นข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการพิจารณาพยานหลักฐาน อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและมีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และเป็นผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องถูกเพิกถอนไปในตัว ส่วนที่โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง เมื่อความผิดระเบียบของกระบวนพิจารณาเพิ่งปรากฏหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะยื่นคำร้องได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จึงไม่เป็นข้อที่จะต้องพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่เวลาที่คดีเสร็จการพิจารณา กับให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์ในสำนวนคดีแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000041.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)179/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566