คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2566 ฉบับเต็ม

#699285
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2566 พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก โจทก์ นาย ณ. จำเลย ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 64 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, มาตรา 39 ทวิ การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กหลังพิพาท โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้ว ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่จำเลยจะแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ทวิ อันเป็นทางเลือกให้ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่นั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา การก่อสร้างอาคารต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตจากทางราชการหรือดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 หรือ มาตรา 39 ทวิ ทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องออกใบรับแจ้งให้ก่อน จำเลยจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ แต่จำเลยกลับทำการก่อสร้างอาคารไปโดยไม่ได้ใบรับอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น การก่อสร้างของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายแล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด จำเลยไม่อาจแก้ตัวว่า จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ไม่รู้ว่า พ.ร.ฎ.ให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล อันเป็นการแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ตาม ป.อ. มาตรา 64 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 4, 15, 59 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 2, 4, 21, 65 และปรับตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 จนถึงตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 จนถึงตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 5 หลัง ภายในเขตควบคุมการก่อสร้างอาคารตามพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเนินและองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล โดยจำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างและใช้อาคารดังกล่าว สำหรับความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ โจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 5 หลัง ไม่มีเลขที่ โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว ส่วนจำเลยแจ้งต่อพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ทวิ อันเป็นทางเลือกให้ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปว่า ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่กำหนดว่า จำเลยต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก่อนที่จำเลยจะดำเนินการก่อสร้างใด ๆ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารไปพลางแล้วค่อยดำเนินการตามมาตรา 21 หรือมาตรา 39 ทวิ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 บัญญัติว่า ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ดังนี้ ก่อนก่อสร้างอาคาร จำเลยจึงต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกใบรับแจ้งให้แก่จำเลยก่อน จำเลยจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยรับว่า จำเลยทำการก่อสร้างอาคารตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ทั้งที่มิได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 21 และ 39 ทวิ ดังกล่าว โดยจำเลยเพิ่งยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ภายหลังจากที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังบาลร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 จำเลยย่อมมีความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แม้ต่อมาจำเลยจะแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด ทั้งกรณีมิใช่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณา ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ไม่รู้ว่ามีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องนั้น จำเลยไม่อาจแก้ตัวเช่นว่านั้นอันเป็นการแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยนอกจากที่วินิจฉัยมาแล้ว ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายืน (สถาพร ดาโรจน์-สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล-สุวิทย์ พรพานิช) ศาลจังหวัดหล่มสัก - นายธีระวัฒน์ มิ่งเชื้อ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสมชาย กิจนพศรี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1962/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
699285
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดหล่มสัก",
        "judge": "นายธีระวัฒน์ มิ่งเชื้อ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสมชาย กิจนพศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942781"
    }
}
date
2566
deka_no
4366/2566
deka_running_no
4366
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "สถาพร ดาโรจน์",
    "สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล",
    "สุวิทย์ พรพานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 59",
            "ม. 64"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 21",
            "ม. 39 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ณ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 4, 15, 59 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 2, 4, 21, 65 และปรับตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2563 จนถึงตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ และปรับตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 วันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 จนถึงตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท และปรับอีกวันละ 100 บาท นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 5 หลัง ภายในเขตควบคุมการก่อสร้างอาคารตามพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเนินและองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล โดยจำเลยยังไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต่อมาเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยระงับการก่อสร้างและใช้อาคารดังกล่าว สำหรับความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยก่อนว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสองแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ โจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 1 ชั้น จำนวน 5 หลัง ไม่มีเลขที่ โดยจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองอาคารและไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมาย ซึ่งจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แล้ว ส่วนจำเลยแจ้งต่อพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 39 ทวิ อันเป็นทางเลือกให้ไม่ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือไม่ เป็นรายละเอียดที่โจทก์และจำเลยสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปว่า ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่กำหนดว่า จำเลยต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก่อนที่จำเลยจะดำเนินการก่อสร้างใด ๆ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารไปพลางแล้วค่อยดำเนินการตามมาตรา 21 หรือมาตรา 39 ทวิ เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 21 บัญญัติว่า ผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ดังนี้ ก่อนก่อสร้างอาคาร จำเลยจึงต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น และดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกใบรับแจ้งให้แก่จำเลยก่อน จำเลยจึงจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบของจำเลยรับว่า จำเลยทำการก่อสร้างอาคารตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 ทั้งที่มิได้รับใบอนุญาตหรือใบรับแจ้งจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 21 และ 39 ทวิ ดังกล่าว โดยจำเลยเพิ่งยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ภายหลังจากที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังบาลร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 จำเลยย่อมมีความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น แม้ต่อมาจำเลยจะแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด ทั้งกรณีมิใช่ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณา ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ดังที่จำเลยฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยเป็นชาวเขาเผ่าม้ง ไม่รู้ว่ามีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 บังคับในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังบาล จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องนั้น จำเลยไม่อาจแก้ตัวเช่นว่านั้นอันเป็นการแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดทางอาญาได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น ส่วนข้ออ้างอื่น ๆ ในฎีกาของจำเลยนอกจากที่วินิจฉัยมาแล้ว ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000042.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1962/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566