คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4925/2566 ฉบับเต็ม

#699329
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4925/2566 นาง ฮ. โจทก์ นาง ม. จำเลย ป.อ. มาตรา 71, มาตรา 96 ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกัน ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่โจทก์ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ที่ถูก 334 (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของโจทก์กับนายประมวล ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 บัญญัติว่า "ความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334... ถ้าเป็นการกระทำที่...ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาให้เหตุผลโต้แย้งว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวเนื่องจากความเป็นญาติ ไม่ได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์จะเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติชัดเจนแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และความผิดฐานยักยอก โจทก์จึงไม่ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือน นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เพื่อประสงค์ให้สามารถปรองดองและให้อภัยแก่กันได้ เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกันในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว ต่อมาภายหลังให้อภัยแก่กันแล้วสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ หาใช่เหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก และหากแปลกฎหมายอย่างที่โจทก์แก้ฎีกาจะขัดกันเองอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และความผิดฐานยักยอก มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งหากไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เหตุใดเมื่อนำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 71 วรรคสอง ให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงจะไม่ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เหตุผลตามคำแก้ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ความผิดของจำเลยจะเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับศาลฎีกาเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข พิพากษายืน (ชัยเจริญ ดุษฎีพร-เผด็จ ชมพานิชย์-ธีระพล ศรีอุดมขจร) ศาลอาญาพระโขนง - นายชำนาญ สายสีทอง ศาลอุทธรณ์ - นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2603/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
699329
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญาพระโขนง",
        "judge": "นายชำนาญ สายสีทอง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942536"
    }
}
date
2566
deka_no
4925/2566
deka_running_no
4925
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ชัยเจริญ ดุษฎีพร",
    "เผด็จ ชมพานิชย์",
    "ธีระพล ศรีอุดมขจร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 71",
            "ม. 96"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ฮ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ม."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 334

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ที่ถูก 334 (เดิม)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกเรื่องอายุความขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นบุตรและเป็นผู้สืบสันดานของโจทก์กับนายประมวล ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 บัญญัติว่า "ความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334... ถ้าเป็นการกระทำที่...ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ตามฟ้อง โจทก์จึงต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีต่อศาลภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาให้เหตุผลโต้แย้งว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวเนื่องจากความเป็นญาติ ไม่ได้หมายความว่าความผิดฐานลักทรัพย์จะเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติชัดเจนแตกต่างจากความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และความผิดฐานยักยอก โจทก์จึงไม่ต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือน นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เพื่อประสงค์ให้สามารถปรองดองและให้อภัยแก่กันได้ เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกันในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว ต่อมาภายหลังให้อภัยแก่กันแล้วสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข กฎหมายจึงบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ หาใช่เหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคแรก และหากแปลกฎหมายอย่างที่โจทก์แก้ฎีกาจะขัดกันเองอย่างเห็นได้ชัด เพราะความผิดฐานฉ้อโกง ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และความผิดฐานยักยอก มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งหากไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เหตุใดเมื่อนำมาบัญญัติไว้ในมาตรา 71 วรรคสอง ให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงจะไม่ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เหตุผลตามคำแก้ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ความผิดของจำเลยจะเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในเรื่องดังกล่าว ประกอบกับศาลฎีกาเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000040.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2603/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566