คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4569/2566 ฉบับเต็ม

#699640
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4569/2566 สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โจทก์ นางสาว บ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1336 โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน โจทก์โดยสำนักงบประมาณได้โอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึงปี 2558 เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่สำนักงานจังหวัดโดยตรง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล จากนั้นจังหวัดขอนแก่นเห็นชอบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน แนวทางและคู่มือการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ จึงมอบอำนาจให้นายอำเภอพระยืนเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในการสั่งซื้อสั่งจ้างและดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุทุกขั้นตอนในวงเงินสั่งซื้อสั่งจ้างไม่เกิน 5,000,000 บาท โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังวงเงิน 439,000 บาท ตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 จำนวนเงินค่าจ้าง 439,000 บาท ให้แก่ ก. โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้ว แต่โจทก์กลับโอนเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นการโอนเงินให้ผู้รับผิดคนและเป็นการผิดหลง ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบรับว่าจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินโดยผิดหลง โจทก์จึงมีหน้าที่และสิทธิติดตามนำเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวคืนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิรับเงินงบประมาณแผ่นดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจะต้องได้รับจากโจทก์ และได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก่อนที่โจทก์จะทวงถามให้จำเลยคืนก็ตาม จำเลยก็ต้องส่งเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของงบประมาณที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 และไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 409,220.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 397,143.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สายที่ 1 กว้าง 4 เมตร ยาว 90 เมตร หนา 0.15 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เทคอนกรีตไม่น้อยกว่า 360 ตารางเมตร สายที่ 2 กว้าง 4 เมตร ยาว 89.50 เมตร หนา 0.15 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เทคอนกรีตไม่น้อยกว่า 358 ตารางเมตร พร้อมป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1 ชุด วงเงินงบประมาณ 439,000 บาท กำหนดเริ่มทำงานภายในวันที่ 26 มกราคม 2559 และต้องทำงานให้เสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 12 มีนาคม 2559 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ส่งมอบงาน นายอำเภอพระยืนมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นแจ้งว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 วงเงิน 439,000 บาท ให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นการระบุชื่อผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องผิดพลาด ความจริงแล้วผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง คือ นางกัญญาภัทร หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 นายอำเภอพระยืนมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นขอเบิกเงินงบประมาณรายจ่ายตามสัญญาจ้าง 439,000 บาท แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ผิดสัญญาส่งมอบงานล่าช้า มีค่าปรับตามสัญญารายวันรวมเป็นเงิน 37,754 บาท และหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย 4,102.80 บาท คงเหลือเงินค่าจ้าง 397,143.20 บาท สำนักงานจังหวัดขอนแก่นโอนเงินค่าจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว ต่อมานางกัญญาภัทรยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 225/2559 หมายเลขแดงที่ 170/2561 เรียกให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญา 439,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ศาลปกครองขอนแก่นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่นางกัญญาภัทร 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีดังกล่าวถึงที่สุด และโจทก์ชำระเงินให้แก่นางกัญญาภัทรตามคำพิพากษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นราชการส่วนกลางมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงมหาดไทย และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะ รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน โจทก์โดยสำนักงบประมาณได้โอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึงปี 2558 เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่สำนักงานจังหวัดโดยตรง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล จากนั้นจังหวัดขอนแก่นเห็นชอบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน แนวทางและคู่มือการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ จึงมอบอำนาจให้นายอำเภอพระยืนเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในการสั่งซื้อสั่งจ้างและดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุทุกขั้นตอนในวงเงินสั่งซื้อสั่งจ้างไม่เกิน 5,000,000 บาท โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังพร้อมป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1 ชุด วงเงินประมาณ 439,000 บาท ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 จำนวนเงินค่าจ้าง 439,000 บาท ให้แก่นางกัญญาภัทร โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 แต่โจทก์กลับโอนเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นการโอนเงินให้ผู้รับผิดคนและเป็นการผิดหลง ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบรับว่าจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินโดยผิดหลง โจทก์จึงมีหน้าที่และสิทธิติดตามนำเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวคืนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิรับเงินงบประมาณแผ่นดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจะต้องได้รับจากโจทก์ และได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก่อนที่โจทก์จะทวงถามให้จำเลยคืนก็ตาม จำเลยก็ต้องส่งเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของงบประมาณที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (กึกก้อง สมเกียรติเจริญ-อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์-อรุณ เรืองเพชร) ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางสาวปิยฤดี สืบเพ็ชร ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิรัตน์ สีดาคุณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.802/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
699640
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดขอนแก่น",
        "judge": "นางสาวปิยฤดี สืบเพ็ชร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายวิรัตน์ สีดาคุณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942662"
    }
}
date
2566
deka_no
4569/2566
deka_running_no
4569
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "กึกก้อง สมเกียรติเจริญ",
    "อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์",
    "อรุณ เรืองเพชร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1336"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว บ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 409,220.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 397,143.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนด ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สายที่ 1 กว้าง 4 เมตร ยาว 90 เมตร หนา 0.15 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เทคอนกรีตไม่น้อยกว่า 360 ตารางเมตร สายที่ 2 กว้าง 4 เมตร ยาว 89.50 เมตร หนา 0.15 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่เทคอนกรีตไม่น้อยกว่า 358 ตารางเมตร พร้อมป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1 ชุด วงเงินงบประมาณ 439,000 บาท กำหนดเริ่มทำงานภายในวันที่ 26 มกราคม 2559 และต้องทำงานให้เสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 12 มีนาคม 2559 ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ส่งมอบงาน นายอำเภอพระยืนมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นแจ้งว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 วงเงิน 439,000 บาท ให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นการระบุชื่อผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องผิดพลาด ความจริงแล้วผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง คือ นางกัญญาภัทร หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 นายอำเภอพระยืนมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นขอเบิกเงินงบประมาณรายจ่ายตามสัญญาจ้าง 439,000 บาท แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ผิดสัญญาส่งมอบงานล่าช้า มีค่าปรับตามสัญญารายวันรวมเป็นเงิน 37,754 บาท และหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่าย 4,102.80 บาท คงเหลือเงินค่าจ้าง 397,143.20 บาท สำนักงานจังหวัดขอนแก่นโอนเงินค่าจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยแล้ว ต่อมานางกัญญาภัทรยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลปกครองขอนแก่นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 225/2559 หมายเลขแดงที่ 170/2561 เรียกให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญา 439,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 ศาลปกครองขอนแก่นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่นางกัญญาภัทร 397,143.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คดีดังกล่าวถึงที่สุด และโจทก์ชำระเงินให้แก่นางกัญญาภัทรตามคำพิพากษาแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องลาภมิควรได้หรือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นราชการส่วนกลางมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวงมหาดไทย และราชการที่คณะรัฐมนตรีมิได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมใดกรมหนึ่งในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยเฉพาะ รวมทั้งกำกับและเร่งรัดการปฏิบัติราชการของส่วนราชการในกระทรวงให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน โจทก์โดยสำนักงบประมาณได้โอนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ถึงปี 2558 เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่สำนักงานจังหวัดโดยตรง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล จากนั้นจังหวัดขอนแก่นเห็นชอบหลักเกณฑ์ ขั้นตอน แนวทางและคู่มือการดำเนินงานมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ จึงมอบอำนาจให้นายอำเภอพระยืนเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในการสั่งซื้อสั่งจ้างและดำเนินการเกี่ยวกับการพัสดุทุกขั้นตอนในวงเงินสั่งซื้อสั่งจ้างไม่เกิน 5,000,000 บาท โจทก์โดยนายอำเภอพระยืนในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้ตกลงทำสัญญาจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ให้ดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรลูกรังพร้อมป้ายประชาสัมพันธ์และป้ายโครงการ 1 ชุด วงเงินประมาณ 439,000 บาท ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างเลขที่ 15/2559 จำนวนเงินค่าจ้าง 439,000 บาท ให้แก่นางกัญญาภัทร โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้โจทก์ทราบแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559 แต่โจทก์กลับโอนเงินตามสัญญาจ้างดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นการโอนเงินให้ผู้รับผิดคนและเป็นการผิดหลง ซึ่งจำเลยให้การและนำสืบรับว่าจำเลยได้รับเงินดังกล่าวจากโจทก์จริง เช่นนี้ เมื่อปรากฏว่าเงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินอันเป็นทรัพย์ของแผ่นดินโดยผิดหลง โจทก์จึงมีหน้าที่และสิทธิติดตามนำเงินงบประมาณแผ่นดินดังกล่าวคืนกลับมาเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิรับเงินงบประมาณแผ่นดิน แม้จำเลยจะอ้างว่าจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างที่จำเลยจะต้องได้รับจากโจทก์ และได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก่อนที่โจทก์จะทวงถามให้จำเลยคืนก็ตาม จำเลยก็ต้องส่งเงินที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องคืนให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของงบประมาณที่มีสิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และไม่ใช่กรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานะลาภมิควรได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000041.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.802/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566