คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4942/2566 ฉบับเต็ม

#699742
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4942/2566 นาย ส. กับพวก โจทก์ บริษัท ป. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 300 วรรคสาม กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่าหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 300 วรรคสาม ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระะยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แล้ว จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยไว้ จำนวน 1,653,140 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ธนาคาร ก. เฉพาะส่วนที่เกิน 260,000 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดย ข้อ 2. ระบุว่า "จำเลยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์ตามข้อ 1 (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562) จำเลยจะทำการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองทันที หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีขับไล่จำเลยและบริวารได้ทันที กับทั้งยินยอมชำระค่าใช้ทรัพย์ในอัตราเดือนละ 130,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง ข้อ 3. หากจำเลยยังไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท อีกโสดหนึ่งได้ทันที ข้อ 4. โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงว่ากำหนดเวลาการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนตามข้อ 2 และข้อ 3 ไม่อยู่ในบังคับในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลย… ข้อ 7. โจทก์ทั้งสองตกลงคืนเงินค่าประกันตามสัญญาเช่าจำนวน 220,000 บาท ให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน..." หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าสำหรับเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 260,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท ให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี ออกจากสถานที่เช่าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และจะประเมินราคาค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าในวันที่ 13 มกราคม 2564 โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดหาผู้รับเหมาเข้าประเมินราคาเพื่อตกลงค่าซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย หากสามารถตกลงกันได้โจทก์ทั้งสองจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายกรณีที่ส่งมอบทรัพย์สินล่าช้า อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำความตกลงกันต่อหน้าศาลหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่สามารถตกลงเรื่องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าได้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงยังคงต้องผูกพันกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้ความตามคำแถลงของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 260,000 บาท และยังคงเหลือทรัพย์สิน 4 รายการ ในสถานที่เช่า ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี โดยจะขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับแล้วว่า จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ใดอันเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น นายวัยวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า บริษัทจำเลยประกอบกิจการผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกและกระดาษลูกฟูก เครื่องเดินลูกฟูกจะต้องใช้บอยเลอร์ในการทำงาน ส่วนระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรทั้งหมดต้องมีหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและต้องใช้ตู้เอ็มดีบีในการควบคุมไฟฟ้า สำหรับน้ำมันเตามีไว้ใช้ในการพ่นเข้าเครื่องบอยเลอร์เพื่อให้คงความร้อนแก่เครื่องจักร ดังนี้ ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ที่คงอยู่ในสถานที่เช่าจึงล้วนเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการประกอบกิจการของจำเลย เมื่อจำเลยใช้ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ในการประกอบกิจการมาโดยตลอด จำเลยย่อมต้องรู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ใด หากขัดข้องเสียหายจะได้หาผู้รับผิดชอบซ่อมแซมได้ทันท่วงทีเพื่อมิให้กระทบต่อกระบวนการผลิต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเป็นเหตุสุดวิสัย ดังข้อจำเลยอ้างเพื่อไม่ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท และค่าใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 130,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 7 จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า ทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบีนั้น จำเลยได้ขนย้ายหม้อแปลงออกจากที่เช่าพิพาทแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยรับว่าจะดำเนินการขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2564 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงร่วมกันว่า จำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ ที่เหลือดังกล่าวออกจากสถานที่เช่าเรียบร้อยแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 มีนาคม 2564 จึงฟังได้ว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด รวม 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าแล้ว แสดงว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าเสร็จสิ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้ทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง นับแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 1,700,000 บาท และค่าเสียหายอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 2,700,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยจำนวน 1,653,140 บาท จึงไม่เกินไปกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งกรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่า หนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 300 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธนิต รัตนะผล-วิธูร คลองมีคุณ-สมชาย อุดมศรีสำราญ) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายภาคภูมิ ธัญญาวินิชกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายมโน ภักดิ์ภูวดล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.526/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
699742
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายภาคภูมิ ธัญญาวินิชกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายมโน ภักดิ์ภูวดล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942534"
    }
}
date
2566
deka_no
4942/2566
deka_running_no
4942
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ธนิต รัตนะผล",
    "วิธูร คลองมีคุณ",
    "สมชาย อุดมศรีสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 300 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ป."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 20 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องว่า ครบกำหนดระะยะเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความวันที่ 31 ธันวาคม 2562 แล้ว จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสอง ไม่ชำระค่าใช้ทรัพย์เดือนละ 130,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืนโจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จนถึงวันยื่นคำร้อง และไม่ชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 โจทก์ทั้งสองขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลย วันที่ 23 มิถุนายน 2563 เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยไว้ จำนวน 1,653,140 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ธนาคาร ก. เฉพาะส่วนที่เกิน 260,000 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดย

ข้อ 2. ระบุว่า "จำเลยตกลงว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการอนุญาตให้ใช้ทรัพย์ตามข้อ 1 (ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562) จำเลยจะทำการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองทันที หากล่วงเลยกำหนดระยะเวลาข้างต้น จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีขับไล่จำเลยและบริวารได้ทันที กับทั้งยินยอมชำระค่าใช้ทรัพย์ในอัตราเดือนละ 130,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสอง

ข้อ 3. หากจำเลยยังไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยยินยอมให้โจทก์ทั้งสองบังคับคดีให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท อีกโสดหนึ่งได้ทันที

ข้อ 4. โจทก์ทั้งสองและจำเลยตกลงว่ากำหนดเวลาการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนตามข้อ 2 และข้อ 3 ไม่อยู่ในบังคับในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายซึ่งมิใช่ความผิดของจำเลย…

ข้อ 7. โจทก์ทั้งสองตกลงคืนเงินค่าประกันตามสัญญาเช่าจำนวน 220,000 บาท ให้แก่จำเลยภายในกำหนด 7 วัน ในกรณีที่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และไม่มีภาระค่าใช้จ่ายหรือค่าเสียหายอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน..."

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าสำหรับเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 260,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท ให้จำเลย คู่ความตกลงกันให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี ออกจากสถานที่เช่าให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 และจะประเมินราคาค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าในวันที่ 13 มกราคม 2564 โดยทั้งสองฝ่ายจะจัดหาผู้รับเหมาเข้าประเมินราคาเพื่อตกลงค่าซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่าย หากสามารถตกลงกันได้โจทก์ทั้งสองจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายกรณีที่ส่งมอบทรัพย์สินล่าช้า อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองกับจำเลยทำความตกลงกันต่อหน้าศาลหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อต่อมาโจทก์ทั้งสองกับจำเลยไม่สามารถตกลงเรื่องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าได้โจทก์ทั้งสองกับจำเลยจึงยังคงต้องผูกพันกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งได้ความตามคำแถลงของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ว่า จำเลยค้างชำระค่าเช่าเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 260,000 บาท และยังคงเหลือทรัพย์สิน 4 รายการ ในสถานที่เช่า ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบี โดยจะขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 จึงเป็นกรณีที่จำเลยยอมรับแล้วว่า จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ส่วนที่จำเลยอ้างว่า การที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ใดอันเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น นายวัยวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายผลิตพยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า บริษัทจำเลยประกอบกิจการผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกและกระดาษลูกฟูก เครื่องเดินลูกฟูกจะต้องใช้บอยเลอร์ในการทำงาน ส่วนระบบไฟฟ้าของเครื่องจักรทั้งหมดต้องมีหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและต้องใช้ตู้เอ็มดีบีในการควบคุมไฟฟ้า สำหรับน้ำมันเตามีไว้ใช้ในการพ่นเข้าเครื่องบอยเลอร์เพื่อให้คงความร้อนแก่เครื่องจักร ดังนี้ ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ที่คงอยู่ในสถานที่เช่าจึงล้วนเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการประกอบกิจการของจำเลย เมื่อจำเลยใช้ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ในการประกอบกิจการมาโดยตลอด จำเลยย่อมต้องรู้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ใด หากขัดข้องเสียหายจะได้หาผู้รับผิดชอบซ่อมแซมได้ทันท่วงทีเพื่อมิให้กระทบต่อกระบวนการผลิต ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าการที่จำเลยมิได้ขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าภายในกำหนดเป็นเหตุสุดวิสัย ดังข้อจำเลยอ้างเพื่อไม่ต้องขนย้ายทรัพย์สินออกไปและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 1 มีนาคม 2563 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท และค่าใช้ทรัพย์อีกเดือนละ 130,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โดยโจทก์ทั้งสองไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินประกันตามสัญญาเช่า 220,000 บาท แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 7 จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ว่า ทรัพย์สิน 4 รายการ ได้แก่ หม้อแปลง ถังน้ำมันเตา บอยเลอร์ และตู้เอ็มดีบีนั้น จำเลยได้ขนย้ายหม้อแปลงออกจากที่เช่าพิพาทแล้ว ส่วนที่เหลือจำเลยรับว่าจะดำเนินการขนย้ายให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2564 โจทก์ทั้งสองกับจำเลยแถลงร่วมกันว่า จำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 3 รายการ ที่เหลือดังกล่าวออกจากสถานที่เช่าเรียบร้อยแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 23 มีนาคม 2564 จึงฟังได้ว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้งหมด รวม 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าแล้ว แสดงว่าจำเลยขนย้ายทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ออกจากสถานที่เช่าเสร็จสิ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้ทรัพย์แก่โจทก์ทั้งสอง นับแต่เดือนมกราคม 2563 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 คิดเป็นเงินประมาณ 1,700,000 บาท และค่าเสียหายอีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 2,700,000 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ประเภทกระแสรายวัน เลขที่ 92932555XXXX ของจำเลยจำนวน 1,653,140 บาท จึงไม่เกินไปกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสอง ทั้งกรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยยังโต้เถียงกันอยู่ว่า หนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนเท่าใด มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาสูงเกินกว่าที่จะพอชำระหนี้โดยหนี้ตามคำพิพากษานั้นมีจำนวนแน่นอนแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยในบัญชีเงินฝากดังกล่าวจึงไม่เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 300 วรรคสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000040.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.526/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566