ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2567
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นาย ว. กับพวก
โจทก์ร่วม
นาย ร. กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 91, มาตรา 210, มาตรา 289 (4), มาตรา 376
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 212, มาตรา 225
โจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง ทั้งปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหก ซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 , 33, 80, 83, 91, 92, 210, 289, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย
จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ระหว่างพิจารณา นายวิทยา ผู้เสียหายที่ 1 และนายพิชิต ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยโจทก์ร่วมที่ 1 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้ชดใช้เป็นเงิน 295,000 บาท
จำเลยทั้งหกให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 210 วรรคสอง, 371, 376 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ และฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตจึงไม่อาจเพิ่มโทษได้อีก ทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คนละ 34 ปี 16 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท และแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งให้เป็นพับ
จำเลยทั้งหกอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี 23 เดือน 30 วัน และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขอกับมิต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฎีกาเป็นทำนองว่า คืนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เพียงร่วมเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเนื่องจากเข้าใจว่าพวกของจำเลยทั้งหกจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 เห็นว่า ในการวินิจฉัยถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จำต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งปวงประกอบ ทั้งก่อน ขณะและภายหลังการใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนและมีเจตนาร่วมกันที่จะก่อเหตุร้ายกับกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ สำหรับมูลเหตุจูงใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดการกระทำความผิดในครั้งนี้ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า สาเหตุที่ถูกยิงเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความในเชิงตำหนินายเสี่ยโป้ ในเฟซบุ๊กว่า เหตุใดไม่ดูแลเพื่อนรุ่นน้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ร่วมเดินทางไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วยกัน ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยอมรับว่ามีความสนิทสนมกับนายเสี่ยโป้ เมื่อทราบว่ามีคนโพสต์ว่านายเสี่ยโป้ก็รู้สึกไม่พอใจ โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีบันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้ความว่า ในวันเกิดเหตุเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อยู่ที่บ้านเช่าในซอยบุญชู ทราบว่ามีการโพสต์ด่านายเสี่ยโป้ จึงมีการรวมตัวกันที่บ้านเช่าดังกล่าว เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ที่ 6 นายไตรภพ และนายเขมทัต น้องชายนายเสี่ยโป้ ได้ออกจากบ้านเช่าไปที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม เมื่อไปถึงนายเขมทัตได้ตะโกนหาโจทก์ร่วมที่ 1 แต่ไม่พบ จึงได้กลับมาที่บ้านเช่า ต่อมาเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 ได้โพสต์ข้อความด่านายเขมทัตที่ไปถามหาโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งคำให้การเกี่ยวกับการโพสต์ด่าดังกล่าวสอดคล้องกับข้อความในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมที่ 1 กระทั่งเวลา 19.30 นาฬิกา จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ออกไปดูโจทก์ร่วมที่ 1 อีกครั้ง พบกลุ่มวัยรุ่นนั่งดื่มสุราบริเวณทางเท้าหน้าวัดจันทร์ประดิษฐาราม จึงได้กลับมาที่บ้านเช่าเพื่อแจ้งกับกลุ่มให้ทราบ บันทึกคำให้การในฐานะพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 6 เป็นคำให้การภายหลังเกิดเหตุไม่กี่วันและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้การไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และจากการที่พวกจำเลยทั้งหกมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับนายเขมทัต และมีการรวมกลุ่มกันตลอดมาที่บ้านเช่าภายในซอยบุญชูดังกล่าว แสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีความรู้สึกไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ได้โพสต์ด่านายเสี่ยโป้และนายเขมทัต สำหรับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งหกก่อนเกิดเหตุ ได้ความจากร้อยตำรวจเอกณกฤตชัย และร้อยตำรวจเอกทรงพล รองสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้ดูภาพกล้องวงจรปิดบริเวณสถานที่เกิดเหตุและกล้องวงจรปิดย้อนกลับไปตลอดเส้นทางที่ผู้ก่อเหตุเดินทางมา จนถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบริเวณหน้าหมู่บ้าน ด. พันตำรวจโทอาทิตย์ พนักงานสอบสวนร่วม และร้อยตำรวจเอกเดชาธร พนักงานสอบสวน ประกอบวีดิทัศน์และภาพจากกล้องวงจรปิดหน้าหมู่บ้าน ด. ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกรวมตัวกันที่หน้าหมู่บ้าน ด. ในซอยเพชรเกษม 48 แยก 4 ถึง 7 และเมื่อเวลา 21.17 นาฬิกา มีรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวขับมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถเปิดกระจก ชายที่นั่งข้างคนขับมีท่าทางเก็บวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบอยู่ในรถ จากนั้นลงจากรถเดินไปยังหน้าบ้านเช่าที่กลุ่มวัยรุ่นรวมตัวกันอยู่ และมีชายสวมเสื้อยืดสีดำด้านหลังมีลายรูปตัววีสีขาว ซึ่งนายสุรชาติ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยที่ 1 ยืนยันว่าเป็นนายสุภกฤต ถือวัตถุยาวสีดำคล้ายอาวุธ มีผ้าสีขาวที่มือจับ เดินมาพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์ เวลา 21.21 นาฬิกา ชายที่นั่งข้างคนขับเดินกลับมาขึ้นรถ ส่วนนายสุภกฤตถือวัตถุดังกล่าวเดินกลับไปที่หน้าบ้านเช่าซึ่งมีชายหลายคนยืนอยู่ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับไปที่หน้าบ้านเช่า ต่อมาเวลา 21.23 นาฬิกา จำเลยทั้งหกกับพวกที่รวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าขับและซ้อนรถจักรยานยนต์คันละ 2 คน มาทางหน้าหมู่บ้าน ด. โดยมีรถจักรยานยนต์บางคันจอดรถข้างรถยนต์แล้วลงไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์อีกครั้ง รถจักรยานยนต์บางคันมีวัตถุคล้ายมีดดาบวางอยู่บนตักของคนซ้อน จากนั้นรถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ออกเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์และกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น จะเห็นได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกมีการรวมตัวกันที่หน้าบ้านเช่าในซอยบุญชู เมื่อรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์สีขาวมาจอดหน้าหมู่บ้าน ด. คนในรถก็ลงจากรถเข้าไปพบกับพวกที่รวมกลุ่มอยู่หน้าบ้านเช่า นายสุภกฤตผู้ก่อเหตุที่ใช้อาวุธปืนคนหนึ่งก็ถือวัตถุที่มีลักษณะคล้ายอาวุธไปพบกับบุคคลในรถยนต์ จำเลยที่ 1 เดินไปพูดคุยกับบุคคลในรถยนต์แล้วหยิบวัตถุลักษณะคล้ายมีดดาบจากรถยนต์กลับมาที่หน้าบ้าน ต่อมาจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ออกเดินทางจากบ้านเช่า แล้วมีการพูดคุยกับบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ที่หน้าหมู่บ้าน ด. จากนั้นก็เดินทางมายังที่เกิดเหตุถึงบริเวณหน้า อ. แมนชั่น โดยทั้งหมดสวมใส่หน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับว่า หากไม่สามารถปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ได้จนถึงขั้นชกต่อยหรือมีเรื่องราววิวาทกัน ฝ่ายของโจทก์ร่วมที่ 1 จะได้ไม่สามารถจดจำใบหน้าและกลับมาล้างแค้นได้ในภายหลัง อันแสดงว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกทุกคนย่อมต้องรู้ถึงแผนการอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างในการเดินทางไปพบกับกลุ่มโจทก์ร่วมที่ 1 ที่จำเลยบางคนฎีกาว่า การสวมหน้ากากอนามัยของจำเลยทั้งหกกับพวกไม่ใช่เพื่อปิดบังใบหน้า แต่เพราะขณะเกิดเหตุเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งมีข้อบังคับให้ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย ก็เห็นว่าขัดต่อเหตุผล เพราะหากจำเลยทั้งหกต้องการปฏิบัติตามกฎหมายก็สมควรสวมใส่หมวกนิรภัยในขณะขับและซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์แทนที่จะเพียงใส่หน้ากากอนามัย สำหรับพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายปรวัตร น้องชายโจทก์ร่วมที่ 1 และนายณัฐนนท์ ประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง ที่อยู่บริเวณหน้า อ. แมนชั่น ประกอบวีดิทัศน์กล้องวงจรปิดหน้า อ. แมนชั่น แสดงเหตุการณ์ในช่วงเวลาเกิดเหตุว่า เวลา 21.35 นาฬิกา รถยนต์ฟอร์จูนเนอร์สีขาวและกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับชะลอจอดตามกันที่หน้า อ. แมนชั่น เมื่อจอดรถเสร็จมีเสียงตะโกนให้ลงจากรถ จากนั้นนายสุภกฤตลงจากรถมายิงปืนไปทางหน้าวัดทันทีเป็นคนแรก ตามด้วยนายไตรภพ และนายกันต์ โดยยิงประมาณ 10 ถึง 20 นัด แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกก็ขับรถจักรยานยนต์หนีไปกับคนร้ายทั้งสาม เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ ปรากฏว่ากลุ่มรถจักรยานยนต์และรถยนต์ชะลอมาจอดบริเวณหน้า อ. แมนชั่น ห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ประมาณ 30 เมตร ก่อนจะมีการยิงปืนเข้าใส่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองทันที ซึ่งการจอดรถห่างจากจุดที่กลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองนั่งอยู่ห่างไกลกันพอสมควรผิดวิสัยของคนที่ต้องการไปพูดคุย แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกกับพวกมิได้ตั้งใจจะไปปรับความเข้าใจกับโจทก์ร่วมที่ 1 ตั้งแต่แรกแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อก่อเหตุร้ายต่อโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ไปโพสต์ด่านายเสี่ยโป้และน้องชาย ทั้งการใช้อาวุธปืนยิงถึงประมาณ 10 ถึง 20 นัด โดยผู้กระทำความผิดที่ใช้อาวุธปืนยิงกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองมี 3 คน ถือว่ามีการใช้เวลากระทำความผิดนานพอสมควร และการที่มีผู้ใช้อาวุธปืนในกลุ่มจำเลยทั้งหกกับพวกถึง 3 คน พฤติการณ์ที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งหกย่อมต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นในการที่พวกของจำเลยทั้งหกพาอาวุธปืนเดินทางไปที่เกิดเหตุพร้อมกัน และเป็นการร่วมกันคบคิดที่จะใช้อาวุธปืนยิงไปยังกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จะหลบหนีจากที่เกิดเหตุไปในทันทีที่มีการยิงเข้าไปในกลุ่มโจทก์ร่วมทั้งสองแต่อย่างใด กลับรอให้การกระทำผิดเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ขับรถให้นายกันต์ซ้อนท้ายหลังจากก่อเหตุยิงโจทก์ร่วมทั้งสองแล้ว เนื่องจากรถจักรยานยนต์ของนายกันต์สตาร์ตไม่ติด จึงได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกันทั้งหมด อันแสดงว่ากลุ่มของจำเลยทั้งหกพร้อมจะช่วยเหลือคนร้ายให้หลบหนีจากสถานที่เกิดเหตุในทันทีหากมีเรื่องอะไรผิดพลาด นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ภายหลังเกิดเหตุ จำเลยทั้งหกกับพวกยังขับรถจักรยานยนต์ไปรวมตัวกันที่โรงแรม ห. อีกครั้ง อันแสดงให้เห็นว่ามีการวางแผนในการกระทำความผิดครั้งนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จภารกิจ ดังนั้น จากพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยทั้งหกกับพวกเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ อันเป็นตัวการในการกระทำความผิด โดยมีการวางแผนร่วมกันและเดินทางมายังที่เกิดเหตุพร้อมกัน ทั้งยังหลบหนีไปด้วยกัน พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งหกกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาขอให้กำหนดโทษตามความเหมาะสมแก่เจตนาและพฤติการณ์หรือลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 สถานเบาแล้วและยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งเป็นการเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว จึงไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่เมื่อปรากฏจากฎีกาของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ว่า นางสาวทิพย์วรรณ พี่สาวของจำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหาย 161,250 บาท มาวางศาลเพื่อชำระให้แก่โจกท์ร่วมทั้งสองและโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวจากศาลชั้นต้นไปคนละ 80,625 บาท แล้ว จึงต้องนำเงินดังกล่าวคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานเป็นซ่องโจรเป็นการกระทำกรรมเดียวกับฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์บรรยายคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง ทั้งการกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบก็ตาม ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกซึ่งกระทำผิดฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้น จึงมิอาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยทั้งหกได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งหก ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง และให้นำเงินที่โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับคนละ 80,625 บาท หักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งหกต้องร่วมชำระแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โดยหักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(วรวุฒิ ทวาทศิน-วยุรี วัฒนวรลักษณ์-ณรงค์ ประจุมาศ)
ศาลอาญาธนบุรี - นายนิทัศน์ หวังวิวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ - นายสุพัฒน์ ลอยชูศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.792/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ