คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2566 ฉบับเต็ม

#700607
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2566 นาง ข. โจทก์ นาย ป. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 213, มาตรา 1364 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 (5) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ โดยระบุในคำฟ้องว่า จ. โดย ท. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 4 และ ด. โดย ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม จำเลยที่ 5 จึงเป็นการฟ้อง จ. และ ด. เป็นจำเลย โดย จ. และ ด. มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้แบ่งทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์หากจำเลยไม่ดำเนินการ เป็นการไม่ถูกต้อง ทั้งไม่เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วนของทรัพย์สินกองมรดก หากจำเลยทั้งหกไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายหรือออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน จำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ศาลนำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาท ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 30,000 บาท จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า นายสุจิตร เจ้ามรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2527 โดยมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 11 คน และมีทรัพย์มรดกตามฟ้อง ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ในเบื้องต้นก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า หลังจากนายสุจิตรเสียชีวิต ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียต่างยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกจนในที่สุดศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ร่วมกันบริหารจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของผู้ตาย โจทก์และทายาทบางส่วนสามารถตกลงกันได้ แต่ยังมีทายาทบางส่วนยังไม่ยอมตามที่โจทก์และทายาทอื่นร้องขอให้แบ่งปัน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์และทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินแบ่งปันจากกองมรดก ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ในการฟ้องจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุจิตรผู้ตาย ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกา อันถึงที่สุดแล้วปรากฏว่าศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 กับนางทัศนาวรรณ และนางสุวรรณี เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำฟ้องว่า เด็กชาย (นาย) จิตติวัฒน์ โดยนางทัศนาวรรณ ผู้แทนโดยชอบธรรม จึงเป็นการฟ้องเด็กชายหรือนายจิตติวัฒน์เป็นจำเลย โดยนายจิตติวัฒน์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 5 ซึ่งโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เด็กหญิง (นางสาว) ดวงดี โดยนางสุวรรณี ผู้แทนโดยชอบธรรมนั้นก็เช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการฟ้องเด็กหญิงหรือนางสาวดวงดีเป็นจำเลย โดยนางสาวดวงดีมิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคลและเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 5 รับคำให้การของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 5 รวมทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตรให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งปันให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ กรณีเป็นเรื่องที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบมาตรา 243 และมาตรา 252 และโดยที่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้ออื่นต่อไปเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้แบ่งทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเป็นการไม่ถูกต้อง ทั้งการพิพากษาให้นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันก็ไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข พิพากษาแก้เป็นว่า ในการแบ่งทรัพย์สินกองมรดกให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (จาตุรงค์ สรนุวัตร-วิเชียร อภิรัตน์มนตรี-ทรงกลด บุญชูกุศล) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล ศาลอุทธรณ์ - นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.123/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
700607
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสัมพันธ์ พิทักษ์แท้"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942655"
    }
}
date
2566
deka_no
4727/2566
deka_running_no
4727
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "จาตุรงค์ สรนุวัตร",
    "วิเชียร อภิรัตน์มนตรี",
    "ทรงกลด บุญชูกุศล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 213",
            "ม. 1364"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 142 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ข."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ป. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วนของทรัพย์สินกองมรดก หากจำเลยทั้งหกไม่ยอมแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวให้โจทก์ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายหรือออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งปันให้โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน

จำเลยที่ 1 ถึง 4 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ศาลนำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่ทายาท

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะผู้จัดการมรดกใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ 30,000 บาท

จำเลยที่ 4 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า นายสุจิตร เจ้ามรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2527 โดยมีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 11 คน และมีทรัพย์มรดกตามฟ้อง ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ในเบื้องต้นก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องว่า หลังจากนายสุจิตรเสียชีวิต ทายาทและผู้มีส่วนได้เสียต่างยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกจนในที่สุดศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยทั้งหกเป็นผู้จัดการมรดก มีหน้าที่ร่วมกันบริหารจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่าง ๆ ของผู้ตาย โจทก์และทายาทบางส่วนสามารถตกลงกันได้ แต่ยังมีทายาทบางส่วนยังไม่ยอมตามที่โจทก์และทายาทอื่นร้องขอให้แบ่งปัน อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์และทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินแบ่งปันจากกองมรดก ขอให้จำเลยทั้งหกร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ในการฟ้องจำเลยทั้งหกในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุจิตรผู้ตาย ซึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกา อันถึงที่สุดแล้วปรากฏว่าศาลมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 กับนางทัศนาวรรณ และนางสุวรรณี เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำฟ้องว่า เด็กชาย (นาย) จิตติวัฒน์ โดยนางทัศนาวรรณ ผู้แทนโดยชอบธรรม จึงเป็นการฟ้องเด็กชายหรือนายจิตติวัฒน์เป็นจำเลย โดยนายจิตติวัฒน์มิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคล ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เช่นเดียวกันกับจำเลยที่ 5 ซึ่งโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า เด็กหญิง (นางสาว) ดวงดี โดยนางสุวรรณี ผู้แทนโดยชอบธรรมนั้นก็เช่นเดียวกัน ซึ่งถือว่าเป็นการฟ้องเด็กหญิงหรือนางสาวดวงดีเป็นจำเลย โดยนางสาวดวงดีมิได้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้มีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันเป็นการฟ้องผิดตัวบุคคลและเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 5 รับคำให้การของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนของจำเลยที่ 4 และที่ 5 รวมทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตรให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนานำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินแบ่งปันให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ กรณีเป็นเรื่องที่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบมาตรา 243 และมาตรา 252 และโดยที่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษาใหม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 4 ในข้ออื่นต่อไปเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายสุจิตร ให้แก่โจทก์ 1 ใน 11 ส่วน นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้แบ่งทรัพย์สิน มิใช่เป็นการบังคับให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเป็นการไม่ถูกต้อง ทั้งการพิพากษาให้นำทรัพย์สินกองมรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันก็ไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ในการแบ่งทรัพย์สินกองมรดกให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท และค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท และยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000041.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.123/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566