คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566 ฉบับเต็ม

#700614
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2566 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัท ซ. กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 188 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา 8, มาตรา 36, มาตรา 37, มาตรา 41 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3), 37 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีผลบังคับนับตั้งแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 188 แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้กำหนดโทษปรับในกรณีผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 37 จึงเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่ครบถ้วน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ก็เพื่อให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีผลบังคับแล้วมีเงื่อนไขในการบังคับโทษครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องชำระค่าปรับนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3), 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 100,000 บาท รวมจำคุกและปรับคนละ 2 กระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 6 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 6 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เลิกประกอบธุรกิจหรือเลิกกิจการและให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเลิกการถือหุ้นหรือการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และมาตรา 41 ด้วย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 41 อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 100,000 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 50,000 บาท เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 6 กับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 แล้วมีคำสั่งว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลดำเนินการบังคับคดี ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในอายุความ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 แล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลบังคับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนกฎหมายจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 อันเป็นวันเสร็จการชำระบัญชี ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวกับการเลิกกิจการและการเลิกถือหุ้นของบุคคลสัญชาติไทย โดยให้โอกาสโจทก์คัดค้าน กับให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ งดออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไว้ก่อน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว จึงส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องชำระค่าปรับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3), 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีผลบังคับนับตั้งแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 แต่มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า คนต่างด้าวผู้ใดประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกกิจการ หรือสั่งเลิกการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิได้กำหนดโทษปรับในกรณีผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จึงเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่ครบถ้วน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ก็เพื่อให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีผลบังคับแล้วมีเงื่อนไขในการบังคับโทษครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องชำระค่าปรับนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าปรับนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาหลังจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดต้องชำระค่าปรับตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา กรณีจึงต้องบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธนิต รัตนะผล-วิธูร คลองมีคุณ-สมชาย อุดมศรีสำราญ) ศาลอาญา - นายธเนศ ชาลี ศาลอุทธรณ์ - นางอรพันท์ เพ็ญตระการ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1507/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
700614
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายธเนศ ชาลี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางอรพันท์ เพ็ญตระการ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081943044"
    }
}
date
2566
deka_no
3618/2566
deka_running_no
3618
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ธนิต รัตนะผล",
    "วิธูร คลองมีคุณ",
    "สมชาย อุดมศรีสำราญ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 188"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 8",
            "ม. 36",
            "ม. 37",
            "ม. 41"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ซ. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3), 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท รวม 2 กระทง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 100,000 บาท รวมจำคุกและปรับคนละ 2 กระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 200,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับ 40,000 บาท จำเลยที่ 6 จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 ปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 6 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 และที่ 5 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เลิกประกอบธุรกิจหรือเลิกกิจการและให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเลิกการถือหุ้นหรือการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และมาตรา 41 ด้วย ส่วนจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 41 อีกบทหนึ่ง ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 100,000 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 50,000 บาท เมื่อรวมโทษของจำเลยที่ 6 กับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 แล้วมีคำสั่งว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีของศาลดำเนินการบังคับคดี ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพื่อบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในอายุความ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 แล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลบังคับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนกฎหมายจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 อันเป็นวันเสร็จการชำระบัญชี ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นให้ไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวกับการเลิกกิจการและการเลิกถือหุ้นของบุคคลสัญชาติไทย โดยให้โอกาสโจทก์คัดค้าน กับให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาบังคับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ งดออกหมายจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว จึงส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าปรับวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2561 ถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องชำระค่าปรับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 8 (3), 37 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงมีผลบังคับนับตั้งแต่วันดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 188 แต่มาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า คนต่างด้าวผู้ใดประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 7 หรือมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเลิกการประกอบธุรกิจ หรือเลิกกิจการ หรือสั่งเลิกการเป็นผู้ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วน แล้วแต่กรณี หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับวันละหนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิได้กำหนดโทษปรับในกรณีผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จึงเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่ครบถ้วน การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 วันละ 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ก็เพื่อให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีผลบังคับแล้วมีเงื่อนไขในการบังคับโทษครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงต้องชำระค่าปรับนับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 จนถึงวันที่ 2 มีนาคม 2563 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเลิกบริษัท ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระค่าปรับนับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาหลังจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีผลบังคับแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดต้องชำระค่าปรับตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา กรณีจึงต้องบังคับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000044.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1507/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566