คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567 ฉบับเต็ม

#701907
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567 นาย บ. โจทก์ นาย ก. โจทก์ร่วม นาง ม. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาโจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลยแล้วร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท หลังจากนั้นโจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ จำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ โดยจำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิง ก. จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 และส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 ซึ่งเป็นที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเพื่อส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายกานต์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี จากนั้นให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า เป็นฟ้องแย้งที่มีผลกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์หรือหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไรกับเด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่อาจบังคับได้ ส่วนค่าเสียหายเป็นการอ้างมูลเหตุการกระทำของโจทก์ที่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นมูลเหตุคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าขึ้นศาลต้องสั่งคืน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้หมายเรียกนายกานต์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาของโจทก์ร่วม โจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 พร้อมบ้านเลขที่ 38/5 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 โจทก์จดทะเบียนการให้แก่โจทก์ร่วม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาท จึงแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติรัสเซีย เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเดือนมีนาคม 2533 รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2533 โจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2545 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลย และวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท จากนั้นเดือนตุลาคม 2545 โจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ และจำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกจำเลยว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ แต่จำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์-กงจักร์ โพธิ์พร้อม-สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล) ศาลแพ่ง - นายบุญชัย ภูรีเสถียร ศาลอุทธรณ์ - นายสุพจน์ ปุญญาภิชัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.715/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
701907
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายบุญชัย ภูรีเสถียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุพจน์ ปุญญาภิชัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081941408"
    }
}
date
2567
deka_no
900/2567
deka_running_no
900
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "เริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์",
    "กงจักร์ โพธิ์พร้อม",
    "สุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย บ."
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาย ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ม."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 และส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารและส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยสมบูรณ์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 38/5 ซึ่งเป็นที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ ให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเพื่อส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่าภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า และให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนให้ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และนายกานต์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี จากนั้นให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า เป็นฟ้องแย้งที่มีผลกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอก และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีนิติสัมพันธ์หรือหน้าที่ตามกฎหมายอย่างไรกับเด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่อาจบังคับได้ ส่วนค่าเสียหายเป็นการอ้างมูลเหตุการกระทำของโจทก์ที่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลภายนอก อันเป็นมูลเหตุคนละเรื่องไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยยังไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าขึ้นศาลต้องสั่งคืน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายกานต์ ให้หมายเรียกนายกานต์เข้ามาเป็นคู่ความในคดีร่วมกับโจทก์แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาของโจทก์ร่วม โจทก์เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 150461 พร้อมบ้านเลขที่ 38/5 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2564 โจทก์จดทะเบียนการให้แก่โจทก์ร่วม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประเด็นเดียวว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินและบ้านพิพาท จึงแจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว สัญชาติรัสเซีย เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเดือนมีนาคม 2533 รู้จักและคบหาโจทก์ ต่อมาวันที่ 7 ธันวาคม 2533 โจทก์และจำเลยร่วมลงทุนทำธุรกิจ และตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2545 โจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาและลงทุนทำธุรกิจร่วมกันตลอดมา โดยอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเช่าของจำเลย และวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 ร่วมกันซื้อที่ดินและบ้านพิพาทโดยใช้เงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว จึงตกลงให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อในที่ดินและบ้านพิพาท จากนั้นเดือนตุลาคม 2545 โจทก์กระทำการอันเป็นความผิดร้ายแรงต่อจำเลยและบุตรสาวเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยไม่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาต่อไปได้ และจำเลยให้โจทก์ออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ก่อนที่โจทก์จะย้ายออก โจทก์บอกจำเลยว่าโจทก์ยกที่ดินและบ้านพิพาทในส่วนของโจทก์ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชดเชยกับสิ่งที่โจทก์ทำกับจำเลยและบุตรสาว แต่จำเลยเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่สามารถจดทะเบียนมีชื่อในโฉนดที่ดินโดยยังไม่ได้รับอนุญาต โฉนดที่ดินจึงยังเป็นชื่อของโจทก์ แต่จำเลยครอบครองอยู่อาศัยอย่างเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวตลอดมา คดีจึงมีประเด็นพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาท ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย มิใช่ขอให้ส่งมอบแก่เด็กหญิงกาปีตาลีน่า จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ส่วนในภายหน้าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดย่อมเป็นสิทธิส่วนตัวของจำเลย ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนที่ขอให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000031.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.715/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567