คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2567 ฉบับเต็ม

#703980
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2567 พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นาย ม. จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 289 (4) ป.วิ.พ. มาตรา 225 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 176 ศาลสืบพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่จำเลยใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถใช้ฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง มิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ อันจะเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 จำเลยมีสาเหตุบาดหมางและเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะเอาให้ถึงตายมาก่อนจนมีการนัดหมายมาพบกันในวันเกิดเหตุ โดยจำเลยมีอาวุธมีดและสนับมือติดตัวมาด้วย เมื่อพบกันจำเลยก็เดินตรงเข้าไปข่มขู่พวกของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ช่วยเหลือ แล้วจำเลยวิ่งเงื้ออาวุธมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันทีโดยยังไม่ได้พูดจากัน จึงเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 295, 371 และริบของกลางทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 25 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย คงจำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี เมื่อลดโทษ ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 5 ปี และเมื่อรวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และได้ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรง 1 ครั้ง บริเวณหน้าอกโดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ผู้เสียหายที่ 1 หลบทันอาวุธมีดถูกบริเวณหลัง จนใบมีดหลุดออกจากด้าม และจำเลยใช้ด้ามมีดดังกล่าวแทงบริเวณหลังผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากมีผู้เข้าช่วยเหลือและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่หลังด้านซ้ายบริเวณกระดูกสะบักอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง และจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่ใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์นำสืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ และเห็นว่าพยานโจทก์ที่สืบประกอบคำรับสารภาพมีพยานปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความทำนองเดียวกันถึงสาเหตุบาดหมางที่จำเลยมีต่อผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุก็เป็นการนัดหมายมาพบกันไม่ใช่เรื่องมาพบกันโดยบังเอิญ หากจำเลยต้องการเจรจาระงับข้อขัดแย้งจำเลยก็ไม่ต้องถืออาวุธมีดและสนับมือลงมาด้วย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยถืออาวุธมีดและสนับมือมา ฟังได้ว่าเป็นการตระเตรียมการมาเพื่อก่อเหตุตามฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ตรงเข้าหาผู้เสียหายที่ 1 ในทันที แต่จำเลยเดินตรงเข้าไปหานางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์เป็นการแสดงท่าทีข่มขู่เพื่อไม่ให้นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 เข้ามาช่วยผู้เสียหายที่ 1 แล้วทันใดนั้น จำเลยก็หันวิ่งไปเงื้อมีดขึ้นแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันที การที่จำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาวิ่งเข้าไปเงื้อมีดสูงระดับหูเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยแรง แต่ผู้เสียหายที่ 1 เอี้ยวตัวหลบทำให้อาวุธมีดแทงโดนสะบักซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 จนใบมีดหักตกลงที่พื้น นับว่าเป็นการตั้งใจแทงโดยแรงที่บริเวณอวัยวะสำคัญด้วยมีดขนาดใหญ่ เเม้ใบมีดหักแล้วจำเลยก็ยังใช้ด้ามมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุว่าจะเอาให้ถึงตาย จนถึงการนัดมาพบกันและพกอาวุธมีดมา ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยเตรียมการไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยการนำอาวุธมีดพกติดตัวมาเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งหากไม่มีคนเข้ามาช่วยเหลือ จำเลยก็คงฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จนถึงแก่ความตายตามที่เคยพูดอาฆาตไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เมื่อพยานโจทก์สืบถึงพฤติการณ์ที่จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การนัดหมายมาพบกันในเวลาเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยเตรียมอาวุธมีดและสนับมือเดินลงจากรถจักรยานยนต์โดยแสร้งเป็นเดินตรงไปข่มขู่นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 แล้วในทันใดนั้นจำเลยก็หันไปหาผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเงื้อมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ในทันที โดยยังไม่ได้พูดจากัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (ปีติ นาถะภักติ-ณรงค์ กลั่นวารินทร์-เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3520/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
703980
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942397"
    }
}
date
2567
deka_no
59/2567
deka_running_no
59
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ปีติ นาถะภักติ",
    "ณรงค์ กลั่นวารินทร์",
    "เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 289 (4)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 176"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ม."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 289, 295, 371 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุก 25 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย คงจำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับ 500 บาท รวมจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี เมื่อลดโทษ ให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 5 ปี และเมื่อรวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 500 บาท ความผิดฐานอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และได้ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นหรือไม่ เห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธมีดปลายแหลมแทงผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรง 1 ครั้ง บริเวณหน้าอกโดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ผู้เสียหายที่ 1 หลบทันอาวุธมีดถูกบริเวณหลัง จนใบมีดหลุดออกจากด้าม และจำเลยใช้ด้ามมีดดังกล่าวแทงบริเวณหลังผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง จำเลยลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากมีผู้เข้าช่วยเหลือและผู้เสียหายที่ 1 ได้รับการรักษาทันท่วงที จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดที่หลังด้านซ้ายบริเวณกระดูกสะบักอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องจริง จึงจะลงโทษได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้อง และจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยอ้างว่า อาวุธมีดที่ใช้แทงผู้เสียหายที่ 1 เป็นอาวุธมีดขนาดเล็กมีสภาพเก่า ด้ามมีดกับตัวมีดมีสภาพไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ได้ อีกทั้งสภาพบาดแผลของผู้เสียหายที่ 1 เป็นบาดแผลขนาดเล็กซึ่งเป็นบาดแผลไม่รุนแรง ไม่สามารถทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงแก่ความตายได้ เป็นการอุทธรณ์อ้างว่า ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเท่ากับอ้างว่าโจทก์นำสืบไม่สมฟ้อง จึงมิใช่อุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพของจำเลยหรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบที่จะต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามฎีกาของจำเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ และเห็นว่าพยานโจทก์ที่สืบประกอบคำรับสารภาพมีพยานปากผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มาเบิกความทำนองเดียวกันถึงสาเหตุบาดหมางที่จำเลยมีต่อผู้เสียหายที่ 1 มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ในวันเกิดเหตุก็เป็นการนัดหมายมาพบกันไม่ใช่เรื่องมาพบกันโดยบังเอิญ หากจำเลยต้องการเจรจาระงับข้อขัดแย้งจำเลยก็ไม่ต้องถืออาวุธมีดและสนับมือลงมาด้วย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยถืออาวุธมีดและสนับมือมา ฟังได้ว่าเป็นการตระเตรียมการมาเพื่อก่อเหตุตามฟ้อง แม้จำเลยจะไม่ได้ตรงเข้าหาผู้เสียหายที่ 1 ในทันที แต่จำเลยเดินตรงเข้าไปหานางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับผู้เสียหายที่ 1 พฤติการณ์เป็นการแสดงท่าทีข่มขู่เพื่อไม่ให้นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 เข้ามาช่วยผู้เสียหายที่ 1 แล้วทันใดนั้น จำเลยก็หันวิ่งไปเงื้อมีดขึ้นแทงผู้เสียหายที่ 1 ทันที การที่จำเลยใช้อาวุธมีดที่พกติดตัวมาวิ่งเข้าไปเงื้อมีดสูงระดับหูเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 โดยแรง แต่ผู้เสียหายที่ 1 เอี้ยวตัวหลบทำให้อาวุธมีดแทงโดนสะบักซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 จนใบมีดหักตกลงที่พื้น นับว่าเป็นการตั้งใจแทงโดยแรงที่บริเวณอวัยวะสำคัญด้วยมีดขนาดใหญ่ เเม้ใบมีดหักแล้วจำเลยก็ยังใช้ด้ามมีดแทงผู้เสียหายที่ 1 อีกหลายครั้ง ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยเคยพูดจาอาฆาตผู้เสียหายที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุว่าจะเอาให้ถึงตาย จนถึงการนัดมาพบกันและพกอาวุธมีดมา ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยเตรียมการไตร่ตรองไว้ก่อนด้วยการนำอาวุธมีดพกติดตัวมาเพื่อแทงผู้เสียหายที่ 1 ให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งหากไม่มีคนเข้ามาช่วยเหลือ จำเลยก็คงฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จนถึงแก่ความตายตามที่เคยพูดอาฆาตไว้ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เมื่อพยานโจทก์สืบถึงพฤติการณ์ที่จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การนัดหมายมาพบกันในเวลาเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยเตรียมอาวุธมีดและสนับมือเดินลงจากรถจักรยานยนต์โดยแสร้งเป็นเดินตรงไปข่มขู่นางเสาวลักษณ์และผู้เสียหายที่ 2 แล้วในทันใดนั้นจำเลยก็หันไปหาผู้เสียหายที่ 1 วิ่งเงื้อมีดเข้าแทงผู้เสียหายที่ 1 ในทันที โดยยังไม่ได้พูดจากัน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 1 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000039.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3520/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567